Protandim

Protandim

วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่





ลักษณะโรค

เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน โดยมีลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือ มีไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่และโรคติดเชื้ออุบัติซ้ำ เนื่องจากเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเกือบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน


สาเหตุ 

เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งมี 3 ชนิด (type) คือ A, B และ C ไวรัสชนิด A เป็นชนิดที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางทั่วโลก ไวรัสชนิด B ทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค ส่วนชนิด C มักเป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการอย่างอ่อนหรือไม่แสดงอาการ และไม่ทำให้เกิดการระบาด
เชื้อไวรัสชนิด A แบ่งเป็นชนิดย่อย (subtype) ตามความแตกต่างของโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) ชนิดย่อยของไวรัส A ที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในคนที่พบในปัจจุบันได้แก่ A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และ A(H9N2) ส่วนไวรัสชนิด B ไม่มีแบ่งเป็นชนิดย่อย

เนื่องจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มียีโนมเป็น RNA แยกเป็น 7-8 ชิ้น ทำให้ยีโนมมีการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้ค่อนข้างบ่อย เรียกว่า genetic variation การเปลี่ยนแปลงยีโนมทำให้แอนติเจนซึ่งเป็นผลผลิตของยีนส์เปลี่ยนแปลงไปด้วย คือมี antigenic variation ซึ่งมี 2 แบบคือ


  1. Antigenic drift เป็นการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเกิด RNA point mutation ทำให้ amino acid เพียงหนึ่งหรือมากกว่านั้นเปลี่ยนไป แต่ไม่มากพอที่จะทำให้ H หรือ N เปลี่ยนไป antigenic drift ทำให้เกิดการระบาดในวงไม่กว้างนัก
  2. Antigenic shift เกิดขึ้นจากขบวนการ gene reassortant คือการที่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A 2 สายพันธุ์เกิดการติดเชื้อในเซลล์หนึ่งเซลล์ มีการนำยีโนมจากไวรัสสายพันธุ์หนึ่งไปใส่ในอนุภาคของไวรัสอีกสายพันธุ์หนึ่งในเซลล์เดียวกัน ทำให้เกิดอนุภาคของไวรัสชนิดใหม่ ซึ่งแอนติเจนเปลี่ยนไปจนทำให้ H หรือ N เปลี่ยนไปจนเกิดชนิดย่อย (subtype) ใหม่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ (pandemic) มาแล้วในอดีต

ปัจจุบันสามารถพบ hemagglutinin (H) ที่แตกต่างกันถึง 15 ชนิด และ neuraminidase (N) 9 ชนิดของไวรัสชนิด A แต่มีเพียง H1N1 และ H3N2 ที่พบติดเชื้อในคนบ่อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของแอนติเจนที่เกิดได้บ่อยทำให้มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ๆเกิดขึ้นต่างสถานที่และต่างระยะเวลา ดังนั้นจึงต้องมีระบบการเรียกชื่อเพื่อป้องกันความสับสน คณะผู้เชี่ยวชาญได้กำหนดให้เรียกชื่อเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามหลักสากลทั่วโลกดังนี้ ชนิดไวรัส/ชื่อเมืองหรือประเทศที่พบเชื้อ/ลำดับสายพันธุ์ที่พบในปีนั้น/ปี ค.ศ.ที่แยกเชื้อได้/ชนิดย่อยของ H และ N เช่น A/Sydney/5/97(H3N2), A/Victoria/3/75/(H3N2) 


การศึกษาด้านนิเวศวิทยาบ่งชี้ว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีกำเนิดมาจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ของสัตว์ตระกูลนก (avian influenza virus) สัตว์นกน้ำ (aquatic bird) เป็นแหล่งรังโรค (reservoir) เชื้อไวรัสสามารถแบ่งตัวได้ในลำไส้ของสัตว์ประเภทเป็ดป่า (wild duck) โดยไม่ทำให้สัตว์เกิดอาการ สัตว์เหล่านี้ขับถ่ายเชื้อไวรัสจำนวนมากออกมาพร้อมอุจจาระ ในแต่ละปีจะมีลูกนกเป็ดน้ำจำนวนมากเกิดขึ้นทั่วโลกลูกนกเหล่านี้ได้รับเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำ เมื่อลูกนกเป็ดน้ำโตขึ้นก็จะย้ายถิ่นและแพร่กระ จายเชื้อไวรัสไปอย่างกว้างขวาง

การระบาดของ avian influenza บนเกาะฮ่องกงในปี พ.ศ.2540 ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส H5N1 บ่งชี้ว่าเชื้อแพร่กระจายจากนกที่อยู่ตามชายฝั่ง (shorebird) ไปสู่เป็ดโดยการปนเปื้อนของอุจจาระ จากนั้นแพร่ไปสู่ไก่และปักหลักอยู่ในตลาดขังสัตว์ปีกมีชีวิต (live bird market) นกที่อยู่ตามชายฝั่งและเป็ดไม่เป็นโรคเพราะเป็นแหล่งเก็บเชื้อโดยธรรมชาติ ส่วนไก่เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงและตายมาก คนติดเชื้อมาจากไก่ทางอุจจาระที่ปนเปื้อน (fecal oral) เชื้อไวรัสที่ผ่านสัตว์มาหลายเผ่าพันธุ์จะมีฤทธิ์ก่อโรคได้สูงในไก่และคน การผสมกัน (reassortment) ระหว่างไวรัสต่างเผ่าพันธุ์ (species) เกิดขึ้นได้ง่ายอาจทำให้เพิ่มชนิดย่อยใหม่ที่สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในคนได้ มีการศึกษาว่าการใช้อุจจาระเป็ดไปเลี้ยงปลาจะนำไปสู่การแพร่เชื้อไวรัส avian influenza ไปสู่หมู เชื้ออาจแพร่ไปในอาหารและซากนกที่นำไปเลี้ยงหมู


วิธีการติดต่อ

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อทางการหายใจ โดยจะได้รับเชื้อที่ออกมาปนเปื้อนอยู่ในอากาศเมื่อผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด ในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน โรงงาน การแพร่เชื้อจะเกิดได้มาก นอกจากนี้การแพร่เชื้ออาจเกิดโดยการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย (droplet transmission) จากมือที่สัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ แล้วใช้มือสัมผัสที่จมูกและปาก


ระยะฟักตัว

ประมาณ 1-3 วัน


ระยะติดต่อ

ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีอาการและจะแพร่เชื้อต่อไปอีก 3-5 วันหลังมีอาการในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กอาจแพร่เชื้อได้นานกว่า 7 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อในช่วงเวลานั้นได้เช่นกัน


อาการและอาการแสดง

อาการจะเริ่มหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน ผู้ป่วยจะมีไข้แบบทันทีทันใด ( 38 ซ ในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กมักจะสูงกว่านี้) ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก และอาจพบอาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าป่วยเป็นระยะเวลานานอาจจะมีอาการไอจากหลอดลมอักเสบ (post viral bronchitis) อาการจะรุนแรงและป่วยนานกว่าไข้หวัดธรรมดา (common cold) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่มีบางรายที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ปอดบวม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ผู้ที่เสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเสียชีวิต ได้แก่
  • ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เด็กที่ได้รับการรักษาด้วยยาแอสไพรินเป็นเวลานาน
  • หญิงตั้งครรภ์ระยะที่ 2 หรือ 3 ในฤดูกาลที่มีไข้หวัดใหญ่สูง


การวินิจฉัยแยกโรค

การวินิจฉัยแยกโรคไข้หวัดใหญ่จากเชื้ออื่นโดยอาศัยลักษณะทางคลินิกอย่างเดียวทำได้ยาก เชื้ออื่นๆที่ทำให้เกิดอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ Mycoplasma pneumoniae, adenovirus, respiratory syncytial virus (RSV), rhinovirus, parainfluenza virus, และ Legionella spp. 
การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค
  • ตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในเสมหะที่ป้ายหรือดูดจากจมูกหรือลำคอ หรือ
  • ตรวจพบแอนติเจนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ใน epithelial cell จาก nasopharyngeal secretion โดยวิธี fluorescent antibody หรือ
  • ตรวจพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อในซีรั่มอย่างน้อย 4 เท่าในระยะเฉียบพลันและระยะพักฟื้น โดยวิธี haemaglutination inhibition (HI) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน หรือ complement fixation (CF) หรือ Enzyme - linked immunosorbent assay (ELISA)


ระบาดวิทยา

พบได้ทั่วโลก ในแถบอบอุ่นไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เกิดขึ้นในฤดูหนาว ในแถบซีกโลกเหนือพบได้ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน และซีกโลกใต้พบในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ส่วนในเขตร้อนการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลไม่ชัดเจน อาจพบไข้หวัดใหญ่ระบาดได้ตลอดปี

การระบาดของไข้หวัดใหญ่ มีทั้งการระบาดในท้องถิ่น (endemic) ซึ่งมักเกิดทุก 1-3 ปี และการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemics) ซึ่งพบทุก 10-40 ปี เกิดจากการที่เชื้อมี antigenic shift และมีการผสมกัน ของไวรัสในคนและในสัตว์หลายชนิด เช่น สุกร สัตว์ปีก ม้า เป็นต้น เมื่อมีไวรัสชนิดย่อยใหม่เกิดขึ้นและสามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยในคนและแพร่ระบาดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ประชากรทั่วโลกยังไม่มีภูมิคุ้มกัน โรคจะกระจายไปอย่างรวดเร็วในทุกกลุ่มอายุเกิดการระบาดไปทั่วโลกได้ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก 4 ครั้งคือ


  1. พ.ศ. 2461 - 2462 Spanish flu จากไวรัส A(H1N1) เป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุด ประชากรทั่วโลกป่วยร้อยละ 50 และตายมากถึง 20 ล้านคน
  2. พ.ศ. 2500 - 2501 Asian flu จากไวรัส A(H2N2) โดยเริ่มตรวจพบในประเทศจีน
  3. พ.ศ. 2511 - 2512 Hong Kong flu จากไวรัส A(H3N2) เริ่มตรวจพบในฮ่องกง
  4. พ.ศ. 2520 - 2521 Influenza A (H1N1) กลับมาระบาดใหญ่อีกครั้ง แยกได้จากผู้ป่วยในสหภาพโซเวียต จึงเรียก Russian flu แต่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน


การปรากฏของไวรัส A สายพันธุ์ใหม่บางครั้งก็ไม่ได้ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลก ดังเช่นการระบาดอีกหลายครั้ง ดังนี้


  • พ.ศ. 2540 Avian flu จากไวรัส A(H5N1) เป็นไวรัสชนิดย่อยใหม่ที่อดีตเคยพบเฉพาะในนก แยกเชื้อได้ในคนเป็นครั้งแรกจากผู้ป่วยในฮ่องกง 18 ราย เสียชีวิต 6 ราย มีการฆ่าไก่ 1.4 ล้านตัวทั่วเกาะฮ่องกงเพื่อยุติการแพร่ระบาดของเชื้อ การที่มีผู้ป่วยเนื่องจากติดเชื้อจากไก่ไปสู่คน แต่ไม่มีการแพร่เชื้อนี้จากคนสู่คน

  • พ.ศ. 2542 จากไวรัส A(H9N2) ที่ฮ่องกงพบผู้ป่วยเด็ก 2 ราย อายุ 1 ปี และ 4 ปี ทั้งสองรายหายเป็นปกติ ไวรัสชนิดนี้มักพบทำให้ติดเชื้อในนกแต่ปรากฏว่ามีการข้ามพันธุ์ทำให้ติดเชื้อในคน การติดเชื้อไวรัส A(H9N2) มีรายงานอีกที่ประเทศจีนแต่หลังจากนั้นยังไม่พบ

  • พ.ศ. 2545 จากไวรัส A(H1N2) พบมีการระบาดทางแถบแอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเชีย ฝรั่งเศส เยอรมัน ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ออสเตรเลีย แต่การระบาดไม่รุนแรงจนถือเป็น pandemic เนื่องจาก A(H1N2) นี้เกิดจากการรวมตัวของ H1 จากชนิดย่อย A(H1N1) และ N2 จากชนิดย่อย A(H3N2) ซึ่งประชากรมีภูมิคุ้มกันต่อทั้งสองชนิดย่อยแล้ว

  • พ.ศ. 2546 จากไวรัส A(H7N7) ในผู้ป่วยชาวเนเธอร์แลนด์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเชื้อนี้เป็นไวรัสจากสัตว์ปีก (avian) ทำให้ติดเชื้อมาสู่คน


การรักษา

การให้ยาต้านไวรัส amantadine hydrochloride หรือยา rimantidine hydrochloride ภายใน 48 ชั่วโมง นาน 3-5 วัน จะช่วยลดอาการและจำนวนเชื้อไวรัสชนิด A ในสารคัดหลั่งที่ทางเดินหายใจได้ ขนาดยาที่ใช้ในเด็กอายุ 1-9 ปี ให้ขนาด 5 มก./กก./วัน แบ่งให้ 2 ครั้ง สำหรับผู้ป่วยอายุ 9 ปีขึ้นไปให้ขนาด 100 มก. วันละ 2 ครั้ง (แต่ถ้าผู้ป่วยน้ำหนักน้อยกว่า 45 กก. ให้ใช้ขนาดเดียวกับเด็กอายุ 1-9 ปี) นาน 2-5 วัน สำหรับผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่การทำงานของตับและไตผิดปกติ ต้องลดขนาดยาลง
ในช่วงหลังๆ ของการรักษาด้วยยาต้านไวรัส อาจพบการดื้อยาตามด้วยการแพร่โรคไปยังคนอื่นได้ กรณีนี้อาจต้องให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้เสี่ยงโรคสูงที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ถ้ามีอาการแทรกซ้อนจากเชื้อแบคที เรียต้องให้ยาปฏิชีวนะด้วย และควรหลีกเลี่ยงยาลดไข้พวก salicylates เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค Reye's syndrome



โรคไข้หวัดใหญ่ในสัตว์ (Highly Pathogenic Avian Influenza - HPAI)


โรคเอเวียนอินฟลูเอนซาหรือโรคไข้หวัดนก แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
  1. ชนิดไม่รุนแรงหรือชนิดไม่ทำให้เกิดโรค ส่วนใหญ่จะแสดงอาการใน 2 ระบบคือ ระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหาร
  2. ชนิดรุนแรง มีค่า Pathogenicity มากกว่า 1 มีอาการแสดงในทุกระบบ โดยเฉพาะระบบประสาท อัตราป่วยและตายสูง


สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A และ B ปัจจุบันที่พบระบาดมักเกิดจากเชื้อไวรัสย่อย H5 และ H7


วิธีการติดต่อ

เชื้อไวรัสสามารถอยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ อุจจาระ และน้ำได้นาน จึงเป็นแหล่งรวมของเชื้อรวมทั้งน้ำมูกของสัตว์ปีก พบเชื้อจากไก่และไก่งวง แต่สัตว์ปีกทุกชนิดสามารถเป็นโรคได้ การติดโรคเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับอุจจาระ สิ่งคัดหลั่งของสัตว์ป่วย หรือการให้อาหาร น้ำ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เสื้อผ้า ไข่ปนเปื้อนเชื้อที่แตกอยู่ในตู้ฟักสามารถแพร่โรคสู่ลูกไก่ได้ สัตว์ปีกน้ำและนกทะเล (waterfowl and sea birds) อาจนำเชื้อไวรัสเข้ามาสู่ฝูงสัตว์ปีกได้ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A ที่ไม่รุนแรงอาจพบได้ทั่วโลก ชนิดย่อย H5 และ H7 ที่รุนแรงบางครั้งพบได้ในนกที่หากินอิสระอยู่ในทวีปยุโรปและแหล่งอื่นๆ มีหลักฐานว่าไวรัส H5 ที่มีความรุนแรงปานกลางอาจกลายเป็นไวรัสที่มีความรุนแรงสูงได้ 


ระยะฟักตัว

ประมาณ 3-5 วัน


การวินิจฉัยทางคลินิก 

  • สัตว์ซึมอย่างรุนแรง ไม่กินอาหาร
  • ผลผลิตไข่ลดลงอย่างชัดเจน
  • หน้าบวมน้ำเช่นเดียวกับหงอนและเหนียงที่บวม ดำคล้ำ
  • มีจุดเลือดออกที่เยื่อบุผิวภายใน
  • ตายกระทันหัน โดยอัตราตายอาจถึงร้อยละ 100


วิการ (Lesions)

  • อาจไม่พบวิการใดๆในกรณีที่สัตว์ตายกระทันหัน
  • พบเลือดคั่งที่ระบบกล้ามเนื้อ
  • สัตว์หรือซากมีอาการขาดน้ำ
  • พบการบวมน้ำที่ชั้นใต้ผิวหนังบริเวณหัวและคอ
  • พบน้ำมูกและน้ำลายในช่องจมูกและช่องปาก
  • เยื่อชุ่มบุที่ตามีเลือดคั่งอย่างรุนแรงและพบจุดเลือดออกในบางครั้ง
  • พบเมือกในช่องหลอดลมมากผิดปกติ หรือหลอดลมอักเสบอย่างรุนแรงและมีเลือดออก
  • พบจุดเลือดออกที่กระดูกอกด้านใน เยื่อไขมันและเยื่อบุที่อยู่ในช่องท้อง ผิวเยื่อบุภายในช่องลำตัว
  • ไตมีเลือดคั่งรุนแรง บางครั้งพบสารยูเรทเกาะติดที่ท่อเนื้อไต
  • รังไข่มีเลือดออกและเสื่อมเล็กลง
  • ผิวเยื่อบุกระเพาะพักมีเลือดออก โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อกับกึ๋น 
  • กึ๋นมีเลือดออกและเยื่อบุหลุดลอก
  • พบจุดเลือดออกที่เยื่อน้ำเหลืองในชั้นของเยื่อบุลำไส้


การวินิจฉัยแยกโรค วินิจฉัยแยกจากโรคต่อไปนี้

  • โรคอหิวาต์เป็ดไก่
  • โรคนิคาสเซิ่ลชนิดรุนแรง
  • โรคทางเดินหายใจโดยเฉพาะโรคกล่องเสียงอักเสบ


การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ 
วิธีการตรวจ


  1. การตรวจหาเชื้อไวรัส โดยการตรวจหา haemagglutination, ตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A ด้วยวิธี immunodiffusion test, ตรวจหาชนิดย่อย (subtype) และตรวจสอบความรุนแรงของสายพันธุ์
  2. การทดสอบทางซีรั่ม โดยวิธี haemagglutination and haemagglutination inhibition หรือ agar gel immunodiffusion


การเก็บตัวอย่าง


  1. ป้ายเชื้อจากหลอดลม ก้นหรืออุจจาระจากสัตว์มีชีวิต หรือเก็บอวัยวะต่างๆและอุจจาระของสัตว์ที่ตายแล้ว
  2. เก็บเลือดจากสัตว์ป่วยแล้วตั้งทิ้งไว้ให้แข็งตัว หรือเก็บซีรั่ม


ระบาดวิทยา

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A ที่ไม่รุนแรงพบได้ทั่วโลก ส่วนชนิดรุนแรง H5 และ H7 แยกได้จากนกเป็นบางครั้งในยุโรปและที่อื่นๆ การระบาดของไข้หวัดนกชนิดรุนแรง (HPAI) เคยเกิดในเพ็นซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ.2526-27, ออสเตรเลีย, ปากีสถาน และเม็กซิโก 

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A/H5N1 เริ่มพบระบาดในคน พ.ศ. 2540 ที่ฮ่องกงมีผู้ป่วย 18 ราย เสียชีวิต 6 ราย มีการฆ่าไก่ทั้งหมด จากนั้นกลางเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2546 พบผู้ป่วยอีก 2 ราย เสียชีวิต 1 ราย วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2546 เกิดการระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีกที่เนเธอร์แลนด์ มีการฆ่าไก่ไป 25 ล้านตัว และมีการติดเชื้อมายังคน พบผู้ป่วยเยื่อบุตาอักเสบและมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ซึ่งตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ H7 จำนวน 82 ราย นอกจากนี้ยังมีสัตวแพทย์อายุ 57 ปีเสียชีวิตในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2546 โดยตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ A/H7 จากสารคัดหลั่งที่ดูดจากหลอดลม 

การตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ H7 ในผู้สัมผัส 3 ราย โดยทั้งสามรายนี้ไม่ได้มีการสัมผัสโดยตรงกับการเลี้ยงสัตว์ จึงเป็นไปได้ว่าอาจมีการติดเชื้อนี้ระหว่างคนด้วยกัน เป็นการสนับสนุนสมมติฐานที่ว่าคนที่ติดเชื้ออาจเป็น mixing vessel และถ้ามีการผสมกันระหว่างไวรัสไข้หวัดใหญ่ในคนและในสัตว์อาจก่อให้เกิดไวรัสไข้หวัดใหญ่ตัวใหม่ที่ก่อให้เกิดการป่วยและตายจำนวนมาก
การระบาดที่เบลเยี่ยมเริ่มวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2546 มีผู้ป่วย 1 ราย และฆ่าไก่ไปมากกว่า 700,000 ตัว ส่วนประเทศเยอรมันนีเริ่มพบการระบาดวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2546 มีการฆ่าไก่ไปประมาณ 81,000 ตัว การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ.2540-2545 ไม่พบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกทั้งจากการเฝ้าระวังเชิงรับโดยการตรวจสัตว์ประเภทนกที่ป่วย 1,641 ตัวอย่าง และการเฝ้าระวังเชิงรุกโดยการตรวจตัวอย่างสัตว์ปีก 398 ฝูงจาก 23,880 ตัวที่จะเข้าโรงฆ่า และตัวอย่างนกเลี้ยงและนกป่าอีก 514 ตัวอย่าง


การป้องกันและควบคุมโรคในสัตว์

โรคนี้ไม่มีวิธีรักษาแต่สามารถป้องกันและควบคุมได้ ดังนี้


  • ไม่ให้สัตว์ปีกมีการสัมผัสกับนกป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ปีกน้ำ หลีกเลี่ยงการนำสัตว์ปีกที่ไม่รู้ภาวะสุขภาพแน่ชัดเข้ามาในฝูง
  • ดำเนินขั้นตอนการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในฟาร์ม ควบคุมคนที่เข้าออกฟาร์ม
  • ในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ควรเลี้ยงสัตว์ปีกเพียงกลุ่มอายุเดียว โดยนำระบบการเข้าทั้งหมดออกทั้งหมดมาใช้
  • หากมีโรคเกิดให้ทำลายสัตว์ทั้งหมด กำจัดซากสัตว์และผลิตผลทั้งหมด

ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มแล้วพักการใช้งานอย่างน้อย 21 วันก่อนที่จะนำสัตว์ฝูงใหม่เข้ามาเลี้ยง 
มาตรการของกรมปศุสัตว์ในการควบคุมป้องกันการแพร่เชื้อของโรคนี้เข้ามาในประเทศไทย


  1. การเฝ้าระวังโรค
    1.1 การเฝ้าระวังเชิงรุก 
    • ดำเนินการตรวจสัตว์ปีกทุกฝูงที่จะส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์
    • ตรวจนกป่าที่จะส่งออกนอกประเทศและนำเข้ามาในประเทศ ซึ่งได้รับจากกรมป่าไม้
    1.2 การเฝ้าระวังเชิงรับ เฝ้าระวังในแหล่งที่พบว่ามีผู้ป่วยหรือสัตว์ป่วย เพื่อค้นหาสัตว์ป่วยเพิ่มเติมรวมทั้งประสานกับหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อดำเนินการเฝ้าระวังผู้ป่วยเพิ่มเติม
  2. ติดตามข้อมูลข่าวสารการระบาดของโรค โดยการรวบรวมข้อมูลที่รวดเร็วและเป็นปัจจุบันเพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์และข้อมูลทางระบาดวิทยาและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการระบาดของโรค
  3. เข้มงวดการนำเข้าสัตว์ปีก ซากและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก และระงับหรือชะลอการนำเข้าสัตว์ปีกและซากสัตว์ปีกจากประเทศที่มีการระบาดของโรค เช่น ฮ่องกง จีน เนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม
  4. เฝ้าระวังคนเดินทางและลักลอบนำเข้าสัตว์ปีกจากประเทศที่มีการระบาดของโรค
  5. เพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่และจำนวนห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น พัฒนาเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคให้มีประสิทธิภาพเพื่อสามารถตรวจวิเคราะห์โรคได้รวดเร็วและทันการณ์ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตว์แพทย์ทั้ง 7 แห่ง และสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ



การป้องกันและควบคุมโรค

มาตรการการป้องกัน

  1. การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกัน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ปิดที่มีคนหนาแน่น และสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน รักษาสุขวิทยาส่วนบุคคลโดยเฉพาะการล้างมือ พยายามอย่าสัมผัสกับสัตว์ปีกและนกโดยเฉพาะอุจจาระของสัตว์เหล่านี้ ถ้าสัมผัสต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่
  2. โดยการให้วัคซีนในช่วงก่อนฤดูกาลของไข้หวัดใหญ่
    การผลิตวัคซีน เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีวิวัฒนาการอยู่เสมอโดยการเปลี่ยนแปลงลักษณะแอนติเจนอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเพื่อให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิผล จึงจำเป็นต้องพัฒนาวัคซีนในแต่ละปีให้สามารถต่อต้านเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยในช่วงเวลานั้น วัคซีนประกอบด้วย 3 สายพันธุ์ โดยมีการดัดแปลงส่วนประกอบทุกปีเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถคุ้มครองต่อสายพันธุ์ที่ปรากฎในแต่ละฤดูกาลของไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่แพร่กระจายอยู่เกิดขึ้นเร็วมาก จึงมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสายพันธุ์ที่ปรากฎในช่วงระหว่างฤดูกาลของไข้หวัดใหญ่ในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ มีการปรับส่วนประกอบของวัคซีนที่จะใช้สำหรับแต่ละซีกโลก ดังนั้นวัคซีนที่ใช้ในซีกโลกหนึ่งจึงอาจให้ผลในการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เพียงบางส่วนในอีกซีกโลกหนึ่ง องค์การอนามัยโลกมีการประกาศสายพันธุ์วัคซีนสำหรับใช้ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกสำหรับประเทศในแถบซีกโลกเหนือในเดือนกุมภาพันธ์ และครั้งหลังในเดือนตุลาคมเพื่อใช้สำหรับประเทศในแถบซีกโลกใต้ ควรฉีดวัคซีนทุกปีก่อนฤดูกาลของโรคในพื้นที่นั้นๆ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาจะฉีดในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ในเขตร้อนชื้นควรฉีดในช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน
    ผลของวัคซีน วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 70-90 ในคนหนุ่มสาวเมื่อส่วนประกอบในวัคซีนเข้าได้กับเชื้อที่ระบาดในขณะนั้น ในกลุ่มผู้สูงอายุวัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ร้อยละ 58 นอกจากนี้วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดอัตราความเจ็บป่วยและการอยู่โรงพยาบาล มีการศึกษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีใน พ.ศ.2544-2545 โดยให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง พบว่าวัคซีนสามารถลดอัตราป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ได้มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับวัคซีนในช่วง 3 สัปดาห์-6เดือนหลังฉีดวัคซีน
    ผู้ที่ควรได้รับวัคซีน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 
    1. ผู้มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ ได้แก่
      • ผู้สูงอายุ ( 65 ปี)
      • ผู้ที่อยู่ในสถานพักฟื้น และสถานดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
      • ผู้ใหญ่และเด็กที่มีโรคเรื้อรังในระบบการหายใจและระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด รวมถึงเด็กที่เป็นโรคหอบหืด
      • เด็กและวัยรุ่น (อายุ 6 เดือน - 18 ปี) ที่ได้รับยาแอสไพรินเป็นเวลานาน
      • หญิงตั้งครรภ์ที่จะมีอายุครรภ์ในไตรมาสที่ 2-3 ระหว่างมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
    2. ผู้ที่อาจแพร่กระจายไข้หวัดใหญ่ให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ ได้แก่
      • แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ ที่ต้องสัมผัสผู้ป่วย
      • เจ้าหน้าที่ในสถานพักฟื้นที่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วย
      • ผู้ดูแลสถานพักฟื้นที่มีกลุ่มเสี่ยงสูง
      • สมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง
    ผู้ที่แพ้ไข่ไก่และแพ้ส่วนประกอบอื่นๆ ของวัคซีน และหญิงมีครรภ์ในไตรมาสแรกไม่ควรได้รับวัคซีน เนื่องจากมีความเสี่ยงในการสูญเสียทารกในครรภ์
    ช่วงเวลาที่ควรฉีดวัคซีน ควรฉีดวัคซีนไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ก่อนฤดูกาลที่จะมีไข้หวัดใหญ่ระบาดทุกปี ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนแล้วอาจฉีดก่อนเวลาเพียงไม่กี่วันก็ได้ ไม่ควรฉีดวัคซีนก่อนฤดูกาลระบาดนานมากเพราะระดับแอนติบอดีย์จะลดลงภายในเวลา 2-3 เดือนหลังฉีด
    ขนาดของวัคซีน เด็กอายุน้อยกว่า หรือเท่ากับ 3 ขวบให้ขนาด 0.25 มล. (7.5 มคก.) เด็กอายุมากกว่า 3 ขวบให้ขนาด 0.5 มล. เด็กอายุต่ำกว่า 9 ขวบฉีดวัคซีน 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน ผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนหรือผู้ที่เคยเป็นไข้หวัดใหญ่ฉีดวัคซีนครั้งเดียว 
  3. การใช้ยาต้านไวรัส ยา amantadine hydrochloride หรือยา rimantadine hydrochloride มีประสิทธิผลในการป้องกันไวรัสชนิด A ได้ แต่ป้องกันไวรัสชนิด B ไม่ได้ การใช้ยามีข้อจำกัดเนื่องจากมีราคาแพง มีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาไม่พึงประสงค์และการดื้อยา จึงมีข้อบ่งชี้การใช้ในกรณีต่อไปนี้
    • ประชากรกลุ่มเสี่ยงที่อาจแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่
    • การระบาดใหญ่ (pandemic)
    • ผู้ไม่มีภูมิต้านทาน นักท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง หรือผู้ที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ในสถานพักฟื้นคนชรา ในภาวะที่ไม่อาจจัดหาวัคซีนที่เหมาะสมมาได้ หรือกรณีต้องการผลป้องกันการติดเชื้อชนิด A สูงสุด


การควบคุมผู้ป่วย ผู้สัมผัส และสิ่งแวดล้อม

  1. รายงานการระบาด: เมื่อพบผู้ป่วยที่มีผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ หรือพบการป่วยเป็นกลุ่มก้อนให้รายงานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทันทีทางโทรศัพท์หรือโทรสาร แล้วส่ง รง.506 ไปตามลำดับขั้นของเครือข่ายระบาดวิทยา
  2. การแยกผู้ป่วย: ในทางปฏิบัติโดยทั่วไปมักไม่ได้แยกผู้ป่วย เพราะวินิจฉัยโรคโดยยืนยันผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ช้า แต่ถ้ามีการระบาดที่มีผู้ป่วยจำนวนมากอาจจำเป็นต้องแยกผู้ป่วย โดยเฉพาะเด็กอ่อนและเด็กเล็กในช่วง 5 - 7 วันที่เริ่มป่วย
  3. การทำลายเชื้อ: ไม่จำเป็น ยกเว้นกรณีไข้หวัดใหญ่ที่มีแหล่งโรคมาจากสัตว์ตระกูลนกต้องเฝ้าระวังและกำจัดสัตว์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ
  4. การกักกัน: ไม่จำเป็น
  5. การป้องกันผู้สัมผัส: การใช้ยาต้านไวรัส ได้แก่ยา amantadine hydrochloride หรือยา rimantidine hydrochloride ในการป้องกันไวรัสชนิด A ในผู้สัมผัสได้ 
  6. การสอบสวนผู้สัมผัสและแหล่งโรค: ไม่ก่อประโยชน์มากนัก ยกเว้นกรณีไข้หวัดใหญ่ที่มีแหล่งโรคมาจากสัตว์ตระกูลนก ควรค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมจากสิ่งแวดล้อมหรือแหล่งโรคเดียวกัน


มาตรการเมื่อเกิดการระบาด

  1. เน้นการให้สุขศึกษาและการบริการสาธารณสุข โดยเฉพาะโครงการให้ภูมิคุ้มกันแก่กลุ่มเสี่ยงสูง และการเฝ้าระวังโรคแบบเข้ม
  2. ต้องวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการระบาดใหญ่ โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
    • การเฝ้าระวังโรค เพื่อให้รู้สถานการณ์โรคและเพื่อติดตามลักษณะของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของการป่วยในแต่ละปี การเฝ้าระวังเชื้อต้องทำทั้งในคนและในสัตว์ เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนและสัตว์มีความเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนสารพันธุ์กรรมกันอยู่เสมอ
    • การประเมินภาระโรค (disease burden) ที่เป็นผลกระทบจากการระบาดใหญ่ ทั้งผลกระทบต่อสุขภาพและด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา การเตรียมและกระจายทรัพยากร
    • การป้องกันโรค ปัจจุบันวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีการผลิตในปริมาณที่ไม่พอใช้ และมีราคาแพง นอกจากนี้ยังไม่สามารถผลิตไว้ล่วงหน้านานๆ เพราะจะต้องผลิตให้มีองค์ประกอบที่สอดคล้องกับเชื้อไวรัสที่พบในฤดูกาลนั้นและซีกโลกนั้นจึงจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ ส่วนยาต้านไวรัสนั้นหายากและมีราคาแพงกว่าวัคซีนมาก ดังนั้นจึงต้องมีการจัดหาและสำรองวัคซีนและยาที่จำเป็นต้องใช้ รวมทั้งจัดลำดับกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับวัคซีนและยาต้านไวรัสเมื่อเกิดการระบาดไว้ล่วงหน้า
    • การบริหารจัดการ กระทรวงสาธารณสุขของแต่ละประเทศจะต้องจัดทำนโยบายและแผนที่ชัดเจน เพื่อจัดการกับปัญหาไข้หวัดใหญ่ทั้งในสถานการณ์ปกติ (inter-pandemic) และสถานการณ์การระบาดใหญ่ (pandemic) 


โอกาสการระบาดใหญ่

การเกิดการระบาดในท้องถิ่น (epidemic) แต่ละครั้งประชากรจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์การระบาดเพิ่มขึ้น จนกระทั่งมีภูมิคุ้มกันสูงสุดภายใน 10 - 30 ปี ในช่วงเวลานี้จะมีไวรัสชนิดย่อยและสายพันธุ์ใหม่ปรากฏขึ้น ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลกวนเวียนเช่นนี้เรื่อยไป 

การผสมกันของไวรัสจากคนและจากสัตว์นกน้ำ (โดยเฉพาะนกน้ำในธรรมชาติ) โดยมีหมูเป็น mixing vessel เป็นต้นตอของเชื้อที่ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลก ประเทศจีนโดยเฉพาะตอนใต้ของประเทศมีประชากรอยู่หนาแน่น มีการเลี้ยงหมู เป็ดและไก่ไว้รวมกันซึ่งเป็นลักษณะทางเกษตรกรรมของประเทศ ในสถานที่เช่นนี้คนจึงมีความเสี่ยงที่จะสัมผัสกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ไม่ใช่ของคน (non-human influenza virus) ได้มากที่สุด ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าการเริ่มต้นของการระบาดทั่วโลกมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเริ่มจากประเทศจีนตอนใต้ ฤดูกาลที่จะเกิดการระบาดทั่วโลกควรเป็นฤดูกาลที่มีไข้หวัดใหญ่ในคนระบาดในประเทศจีน



บทความที่เกี่ยวข้อง   ::    ไข้หวัดใหญ่ H3N2 รู้ให้ทัน ก่อนตื่นตระหนก      


ไข้หวัดใหญ่ H3N2 รู้ให้ทัน ก่อนตื่นตระหนก

ไข้หวัดใหญ่ H3N2 รู้ให้ทัน ก่อนตื่นตระหนก



ไข้หวัดใหญ่ H3N2 รู้ให้ทัน ก่อนตื่นตระหนก


          ไข้หวัดใหญ่ H3N2 โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่กำลังตกเป็นข่าว มาดูกันสิว่าไข้หวัดH3N2 นั้นมีที่มา อาการ การรักษาและการป้องกันอย่างไร แล้วอันตรายอย่างที่อยู่ในกระแสข่าวจริงหรือไม่ 

          ในช่วงไม่นานมานี้ หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ H3N2 ที่ระบาดในฮ่องกงจนมีผู้คนเสียชีวิตแล้วกว่า 200 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 มีนาคม 2558) และยังมีผู้ติดเชื้อนี้ในประเทศไทยด้วย จนทำให้เกิดการเล่าลือกันไปว่าเจ้าเชื้อโรคสายพันธุ์นี้เป็นสาย­­­พันธุ์ที่อันตราย สร้างความหวาดกลัวกันเป็นวงกว้าง แต่หลายคนก็ยังคงอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 นั้นเป็นอย่างไรกันแน่ วันนี้ LifeVantage ประเทศไทย จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเชื้อไข้หวัดใหญ่­­­สายพันธุ์นี้กัน เพื่อความเข้าใจและเพื่อการเตรียมพร้อมรับมือกันได้แบบไม่ต้องต­­­ื่นตระหนกค่ะ 

 ไข้หวัดใหญ่ H3N2 คืออะไร 

ไข้หวัดใหญ่ H3N2 รู้ให้ทัน ก่อนตื่นตระหนก

          ไข้หวัดใหญ่ H3N2 หรือไข้หวัดสุกรนั้น เป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากหมู มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า H3N2V โดยเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้มักจะมีอาการคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่­­­ทั่วไป จึงทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดใหญ่ธรรมดาเท่านั้น แต่ความรุนแรงของโรคนี้จะมีมากกว่าไข้หวัดใหญ่ทั่วไป และอันตรายน้อยกว่าไข้หวัดนก เพราะไม่สามารถติดต่อกันได้ง่ายเหมือนไข้หวัดนกค่ะ 

          ทั้งนี้ในแต่ละปีไข้หวัดสายพันธุ์นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปทำให้­­­ในทุก ๆ ปีจะมีการระบาดในสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน อย่างเช่นการระบาดในครั้งแรกเมื่อปี 2011 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยังจะเป็นการระบาดในสายพันธุ์ไอโอวา ส่วนในปี 2015 นั้นสายพันธุ์ที่เกิดการระบาดในฮ่องกง เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H3N2 สายพันธุ์สวิสเซอร์แลนด์ซึ่งจะมีความรุนแรงแตกต่างกัน แต่ลักษณะ­โดยรวมก็จะมีอาการเหมือน ๆ กันค่ะ 

 ลักษณะการแพร่เชื้อ 

          ไข้หวัดใหญ่ H3N2 สามารถแพร่เชื้อจากหมูสู่คนได้จากการรับประทานเนื้อหมูที่มีเชื­­้อไวรัสนี้อยู่ หรือจะเป็นการสัมผัสโดยตรงกับสุกรที่ติดเชื้อ นอกจากนี้การแพร่เชื้อจากคนสู่คนยังมีการแพร่กระจายเช่นเดียวกั­­­บการแพร่เชื้อของไข้หวัดใหญ่ทั่วไป อาทิเช่นการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยก็อาจทำให้เกิดการติดเ­­­ชื้อได้ หรือหากผู้ป่วยจามหรือไอใส่ก็ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน โดยระยะในการฟักตัวของเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่ที่ประมาณ 1 - 3 วันค่ะ 

 กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ H3N2 

          เนื่องจากเป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีสาเหตุมาจากสัตว์ เกษตรกรที่ทำฟาร์มสุกรก็อาจจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโดยตรงจ­­­ากสุกรได้ ในขณะที่การระบาดจากคนสู่คน กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงคือคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง เด็กที่ได้รับการรักษาด้วยยาแอสไพรินมาเป็นเวลานาน หญิงตั้งครรภ์ในระยะที่ 2 ผู้ที่เป็นโรคอ้วน หรือมีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัมขึ้นไป รวมทั้งผู้ป่วยที่มีความพิการสมองที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได­­­้ ซึ่งในกลุ่มคนเหล่านี้อาจมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตได้หากได้ร­­­ับการรักษาที่ไม่ถูกต้องค่ะ 

 ลักษณะอาการของผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ H3N2 

ไข้หวัดใหญ่ H3N2 รู้ให้ทัน ก่อนตื่นตระหนก

          อาการของไข้หวัดใหญ่ H3N2 โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการรุนแรงและมีอาการเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่­­­ทั่วไป ซึ่งได้แก่ ไข้ขึ้นสูงแบบเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ และมีน้ำมูก แต่อาการเหล่านี้สามารถหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ในกลุ่มเสี่ยงก็ควรได้รับยาและการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้­­­ชิดเพื่อไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนค่ะ 

 วิธีการรักษา 

          วิธีการรักษาของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้สามารถรักษาได้เช่นเดีย­­­วกับการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป โดยให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) และซานามิเวียร์ ภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีอาการ และมีอาการรุนแรง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรครุนแรง ทั้งนี้ผู้ป่วยยังต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ 

 วิธีการป้องกัน 

          การป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่ H3N2 คือการป้องกันตัวและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอและควรหลีกเล­­­ี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อหรือการสัมผัสกับน้ำลายหรือน­­้ำมูกของผู้ป่วย และควรจะให้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ H3N2 สวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายจากการไอหรือจา­­­ม รวมทั้งผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ควรไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันไ­­­ข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้อีกด้วยเพื่อเป็นการป้องกันอีกทางหนึ่ง­­ค­่ะ 

 สถานการณ์ล่าสุดของการแพร่ระบาดเชื้อไข้หวัดใหญ่ H3N2 

          เนื่องจากมีข่าวลือแพร่สะพัดเกี่ยวกับความอันตรายของไข้หวัดสาย­­­พันธุ์ H3N2 ว่าทำให้เกิดการเสียชีวิต รวมทั้งยังมีข่าวลือที่ว่าเชื้อไวรัสชนิดดังกล่าวกลายพันธุ์ทำใ­­­ห้เกิดการดื้อยา 

          ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ออกมาแถลงให้ทราบว่าไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด เพราะการระบาดของไข้หวัดใหญ่ H3N2 สายพันธุ์สวิตเซอร์แลนด์ที่กำลังระบาดนี้ ในประเทศไทยการระบาดไม่มีความรุนแรง รวมทั้งเชื้อไวรัสดังกล่าวก็ไม่ได้มีการกลายพันธุ์ทำให้เกิดการ­­­ดื้อยาแต่อย่างใด ส่วนผู้ที่เสียชีวิตนั้นก็มีสาเหตุการเสียชีวิตมาจากการติดเชื้­­­อแบคทีเรีย ขณะที่ผู้ป่วยที่ติดเชื่อไข้หวัดใหญ่ H3N2 ในตอนนี้สามารถรักษาจนหายเป็นปกติและกลับบ้านได้แล้วค่ะ 

          นอกจากนี้ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ยังได้เปิดเผยถึงเรื่องการจัดเตรียมวัคซีนสำหรับปี­นี้ว่าจะมีการเริ่มฉีดเร็วขึ้น โดยจะเริ่มฉีดให้ตั้งแต่เดือนเมษายน จากเดิมที่จะเริ่มประมาณเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้องค์การเภสัชกรรมก็ยังได้เตรียมพร้อมวัตถุดิบในการผลิตย­าโอเซลทามิเวียร์ ที่ใช้ในการต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ไว้ประมาณ 3,000 กิโลกรัม ซึ่งสามารถผลิตเป็นตัวยาได้ถึง 300 ล้านเม็ด เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการค่ะ 

          แม้ว่าจะเป็นไข้หวัดใหญ่ที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับไข้หวัดใหญ­­­่ทั่วไป แต่เราก็ประมาทไม่ได้นะคะ เพราะหากติดเชื้อแล้วก็อาจจะทำให้เราต้องเสียการเสียงาน ต้องหยุดพักรักษาตัวอีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีก็ควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงกันดีกว่าเนอะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยใจกับอาการป่วยและค่ารักษาทีหลัง 




วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

น้ำแร่ 6 ยี่ห้อ ขวดไหนมีแร่ธาตุเท่าไหร่บ้าง มาเลือกให้เหมาะกับเราที่สุดกัน

น้ำแร่ 6 ยี่ห้อ ขวดไหนมีแร่ธาตุเท่าไหร่บ้าง มาเลือกให้เหมาะกับเราที่สุดกัน





มีหลายๆคนทักเข้ามาว่าอยากให้ทำรีวิวน้ำแร่ในท้องตลาดด้วย ว่าแต่ละยี่ห้อมีแร่ธาตุต่างกันอย่างไรบ้าง 
ว่าแล้วแอดมินก็เลยไปเดินๆสำรวจยี่ห้อในห้างใหญ่ๆดู ปรากฎว่าท่ามกลางยี่ห้อนับสิบๆยี่ห้อ มีเพียงไม่กี่
ยี่ห้อเท่านั้นที่เขียนกำกับฉลากถึงปริมาณแร่ธาตุที่มีอยู่ในนั้น (ส่วนมากจะบอกคร่าวๆว่ามีแร่ธาตุอะไร
ในนั้นบ้าง เช่น มิเนเร่, มองเฟลอร์) แล้วจะรู้ไหมเนี่ยว่ากินอะไรเข้าไปบ้าง 
ทีนี้แอดมินก็เลยคว้าเอาเฉพาะยี่ห้อที่บอกปริมาณแร่ธาตุไว้ครบถ้วนมารีวิวให้ดูกัน เนื่องจากร่างกายแต่ละคน
ต้องการแร่ธาตุที่ต่างกัน รีวิวนี้จึงน่าจะพอเป็นตัวช่วยในการเลือกได้บ้างค่ะ
20150624_144235
result mineral
ลองมาดูเป็นตัวๆกันค่ะ
Evian : เป็นยี่ห้อที่ดูแล้วปริมาณแร่ธาตุสูงที่สุด ที่เด่นคือ Bicabonate, Calcium และ Magnisium 

*ที่ช่วยปรับสมดุลและช่วยระบบในกระเพาะอาหาร และแคลเซียมเยอะเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแคลเซียม
Aura : น้ำแร่สัญชาติไทย ที่ปริมาณแร่ธาตุต่างๆอยู่ในระดับกลางๆ จุดเด่นคือหาซื้อง่ายและราคาถูก
Acqua Panna : ยี่ห้อนี้เด่นที่ Sulphates *ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ บรรเทาอาการท้องผูก ส่วนราคา
ก็สูงพอสมควรทีเดียว
Purra: น้ำแร่สัญชาติไทยอีกเช่นกัน แต่ตัวนี้แอบมีปริมาณโซเดียมเยอะอยู่ทีเดียว ทิ้งห่างยี่ห้ออื่นลิบลิ่ว 
และมี Fluoride ที่สูงกว่าคนอื่นด้วย อาจต้องระวังนิดนึงถ้าจะดื่มแทนน้ำเปล่าทุกวัน
Volvic: เด่นที่ Chloride, Nitrate และ Potassium *ซึ่งคลอไรด์กระตุ้นการทำงานของลำไส้ และช่วยบรรเทา
อาหารท้องผูก
Fiji: มี Silica สูงช่วยให้ผิวชุ่มชื้น สร้างความยืดหยุ่นของผิว รสชาติหอมอร่อยดีด้วยล่ะ

เพราะว่าน้ำแร่แต่ละยี่ห้อก็เหมาะกับคนที่แตกต่างกันไป บางคนก็เหมาะกับยี่ห้อนี้ แต่บางคนก็กินมากไม่ได้ 
เพราะงั้นจะเลือกดื่มยี่ห้อไหน ก็ต้องพิจารณาปริมาณแร่ธาตุให้เหมาะกับตัวเองละกันนะคะ ^ ^
ปล. คะแนนที่ให้นั้น พิจารณาจากความคุ้มค่าของราคากับปริมาณแร่ธาตุเป็นหลักค่ะ เพราะราคามันต่างกันเยอะ


ข้อมูลอ้างอิง http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/20/มารู้จักน้ำแร่กันเถอะ



น้ำแร่กับน้ำเปล่าต่างกันตรงไหน

น้ำแร่กับน้ำเปล่าต่างกันตรงไหน



https://www.youtube.com/watch?v=tOKIqR9A5Ug


เขาว่ากันว่าถ้าอยากมีสุขภาพดีให้ดื่มน้ำแร่ ฟังต่อกันมาเลยอดสงสัยไม่ได้ว่า น้ำแร่กับน้ำเปล่าปกติที่เราดื่มทุกวัน จริง ๆ แล้วมีอะไรไม่เหมือนกันหรือ 

          เวลาเปิดตู้แช่จะซื้อน้ำเปล่าสักขวด เราจะเห็นราคาของน้ำแร่ที่วางขายอยู่แพงกว่าน้ำเปล่าธรรมดา ๆ อยู่หลายบาท ด้วยคำโฆษณาที่ทำให้คนเข้าใจกันว่า น้ำแร่ เป็นน้ำที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำเปล่าทั่ว ๆ ไป แถมเวลาดื่มก็มักรู้สึกว่ารสชาติของน้ำแร่ต่างจากน้ำเปล่าด้วย แต่ความจริงเป็นเช่นไร น้ำแร่กับน้ำธรรมดาต่างกันตรงไหน จำเป็นต้องดื่มไหม สงสัยต้องไปหาคำตอบกับกระปุกดอทคอมกันดู 

น้ำแร่คืออะไรกันแน่ 

          น้ำแร่ก็คือน้ำบาดาลที่มาจากแหล่งธรรมชาติ อย่างน้ำพุธรรมชาติ น้ำพุร้อน ซึ่งที่มีแร่ธาตุละลายอยู่ในน้ำแล้ว ไม่ใช่การนำแร่ธาตุมาเติมในน้ำเอง โดยหลัก ๆ จะมีแร่ธาตุอยู่ 5 ชนิด คือ แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และกำมะถัน แต่จะมีแร่ชนิดไหนมากกว่าก็ขึ้นอยู่กับแหล่งของน้ำที่นำมา และรสชาติที่แตกต่างกันก็ขึ้นอยู่กับว่าน้ำนั้นมีแร่ธาตุอะไรมากกว่าเช่นกัน ถ้ามีรสเค็มก็เป็นเพราะมีโซเดียมมากกว่าแร่ธาตุอื่น ๆ 







https://www.youtube.com/watch?v=c9u3PYnR5dM


ความจริงของน้ำแร่

รู้ไหม น้ำแร่ก็แบ่งได้เป็นหลายชนิด 

          น้ำแร่แบ่งออกได้เป็นหลายชนิดตามผลที่มีต่อร่างกายและฤทธิ์ในการบำบัดโรค คือ 

น้ำแร่ไบคาร์บอเนต 

          มีปริมาณไบคาร์บอเนตมากกว่า 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนของอาหารจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็กให้เร็วขึ้น, กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนในกระเพาะอาหาร, ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำและเกลือแร่ให้แก่ร่างกาย ดังนั้นใครที่กำลังจะไปออกกำลังกาย หรือไปทำงานที่ต้องเสียเหงื่อ สามารถดื่มน้ำแร่นี้ได้ 500-700 มิลลิลิตร จะช่วยลดภาวะเลือดเป็นกรด 

น้ำแร่ซัลเฟต 

          มีปริมาณ ซัลเฟตมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยเฉพาะในคนที่ท้องผู้กเรื้อรัง 

น้ำแร่ซัลเฟต-ไบคาร์บอเนต 

          ใช้รักษาภาวะที่การทำงานของถุงน้ำดีผิดปกติ, นิ่วในถุงน้ำดี, อาการหลังผ่าตัดถุงน้ำดี 

น้ำแร่ซัลเฟอร์, เกลือ-ไอโอดีน, เกลือ-โบรมีน-ไอโอดีน 

          ไม่นิยมดื่ม มักใช้กับอวัยวะภายนอกร่างกาย ใช้อาบ หรือสูดพ่นทางเดินหายใจ มีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง และบรรเทาอาการทางผิวหนังบางชนิด 

น้ำแร่ซัลเฟอร์และไบคาร์บอเนต 

          ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน โดยจะลดระดับน้ำตาล อาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย และช่วยลดความต้องการอินซูลิน นอกจากนี้น้ำแร่ไบคาร์บอเนต ยังช่วยลดภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยเบาหวานได้ 

น้ำแร่คลอรีน (น้ำเกลือ) 

          มีปริมาณคลอไรด์มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำและอิเล็กโตรไลท์, กระตุ้นการหลั่งน้ำดี, บรรเทาอาการท้องผูก 

น้ำแร่แคลเซียม 

          มีปริมาณแคลเซียมมากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อลิตร เหมาะกับผู้ที่ต้องการแคลเซียมในปริมาณมากกว่าคนปกติ เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ สตรีวัยหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุ 

น้ำแร่แมกนีเซียม 

          มีปริมาณแมกนีเซียมมากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี 

          นอกจากนี้ยังมี น้ำแร่ฟลูออเรด, น้ำแร่เหล็ก, น้ำแร่โซเดียม, น้ำแร่เกลือต่ำ และน้ำแร่คาร์บอร์นิก

ความจริงของน้ำแร่

น้ำแร่ VS น้ำเปล่า ความเหมือนที่แตกต่าง 

          ต้องบอกว่า "น้ำเปล่า" กับ "น้ำแร่" ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย เพราะน้ำเปล่าก็มีแร่ธาตุอยู่เหมือนกันค่ะ แต่มีในปริมาณน้อยกว่าน้ำแร่แค่นั้นเอง นี่คือความแตกต่าง 

เราจำเป็นต้องดื่มน้ำแร่ไหม ? 

          ด้วยความที่น้ำแร่มีปริมาณแร่ธาตุมากกว่าน้ำเปล่าธรรมดา ๆ ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้นดื่มน้ำแร่ก็น่าจะดีกับสุขภาพมากกว่าดื่มน้ำเปลาธรรมดาแน่ ๆ เลย เพราะจะได้รับแร่ธาตุมากกว่า 

          แต่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำแร่ก็ได้ หากเราไม่ได้เจ็บป่วยหรือร่างกายขาดแร่ธาตุตัวใด เพราะร่างกายของเราได้รับแร่ธาตุวิตามินมาจากอาหารที่เราทานทุกวันอยู่แล้ว 

ความจริงของน้ำแร่


https://www.youtube.com/watch?v=sZnPYCDLruY


ใครบ้าง ? ต้องระวังเมื่อจะดื่มน้ำแร่ 

          ไม่ใช่ว่าทุกคนจะดื่มน้ำแร่ได้ เพราะยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ต้องระวังให้มาก ทางที่ดีหลีกเลี่ยงไปเลยดีกว่า เพื่อไม่ให้ได้รับแร่ธาตุบางอย่างมากเกินไป จนอาจเป็นอันตรายกับร่างกายได้ คือ 

          - คนที่มีความดันโลหิตสูง เพราะในน้ำแร่มีธาตุโซเดียมมาก จะทำให้ความดันโลหิตยิ่งสูงขึ้น 
          - หญิงตั้งครรภ์ เพราะทำให้แร่ธาตุโลหะหนักไปสะสมในตัวทารกได้ 
          - ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไต หรือทางเดินปัสสาวะไม่ดี เพราะน้ำแร่อาจไปตกตะกอน ทำให้เกิดตะกรันนิ่วอุดท่อปัสสาวะ 
          - ผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะในน้ำแร่มีโพแทสเซียมสูง อาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ 
          - เด็กเล็ก หากดื่มน้ำแร่มากเกินไป จะทำให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุบางชนิดเกินปริมาณที่เหมาะสม และอาจมีปัญหาสุขภาพตามมา 
          - ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารปริมาณมาก 
          - ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง 

รู้ไว้...ก่อนซื้อน้ำแร่มาดื่ม 

          แม้ว่าเราจะไม่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่ต้องระวังเมื่อจะดื่มน้ำแร่ แต่ก่อนซื้อน้ำแร่ก็ต้องหยิบขวดขึ้นมาพลิกฉลากข้างขวดอ่านดูเสียหน่อยว่า น้ำแร่ขวดนั้นมีแร่ธาตุอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง แร่ธาตุเหล่านั้นเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ เพราะถ้าเกินมาตรฐาน อาจทำให้ร่างกายมีแร่ธาตุนั้น ๆ ตกค้างอยู่มากเกินไปและเป็นอันตรายได้ ดังนั้นเราต้องจำค่ามาตรฐานของแร่ธาตุที่ร่างกายควรได้รับไว้บ้างค่ะ 

          - ธาตุเหล็ก ไม่ควรเกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - แมงกานีส ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - ทองแดง ไม่ควรเกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - สังกะสี ไม่ควรเกิน 5.0 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - ซัลเฟต ไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - ฟลูออไรด์ ไม่ควรเกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - ไนเตรท ไม่ควรเกิน 45 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - คลอไรด์ ไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร 

  
        สรุปได้ว่า น้ำแร่ก็คือน้ำที่มีแร่ธาตุมากกว่าน้ำเปล่าธรรมดาที่เราดื่มกันทุกวัน เราจะดื่มน้ำแร่หรือไม่ดื่มก็ได้ เพราะร่างกายของเราก็ได้รับแร่ธาตุจากการทานอาหารปกติอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าใครจะดื่มน้ำแร่ก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่ต้องระวังว่าอย่าดื่มทุกวัน และอย่าดื่มมากเกินไป เพราะแร่ธาตุอาจไปสะสมในร่างกายจนเสียสมดุลได้ แบบนี้แทนที่จะไปบำรุงสุขภาพกลับไปกระตุ้นให้เกิดโรคแทน 



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก 
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
กรมทรัพยากรธรณี 


ในปัจจุบันนี้มีความสนใจในเรื่องน้ำแร่ชนิดต่างๆที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “น้ำแร่พลังแม่เหล็ก” แต่เนื่องจากข้อมูลจากการศึกษาเท่าที่รวบรวมได้ยังมีน้อยและไม่ชัดเจน จึงขอกล่าวถึงน้ำแร่ที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งอาจมีหลายยี่ห้อหลายรูปแบบ แต่ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อมาบริโภคนั้น อยากให้ได้รับข้อมูลที่น่าจะมีประโยชน์ต่อการเลือกบริโภคน้ำแร่ โดยจะนำเสนอประเภทของน้ำแร่ที่แยกตามผลที่มีต่อร่างกายและฤทธิ์ในการบำบัดโรคเป็นเกณฑ์ในการจัดประเภทน้ำแร่

ชนิดของน้ำแร่
น้ำแร่ไบคาร์บอเนต 

(Bicarbonate water)
มีปริมาณไบคาร์บอเนต> 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยปรับให้สารคัดหลั่งที่มีฤทธิ์เป็นกรดกลายเป็นกลาง, กระตุ้นการเคลื่อนของอาหารจากกระเพาะไปยังลำไส้เล็กให้เร็วขึ้น, กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนในกระเพาะอาหาร, ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำและเหลือแร่ให้แก่ร่างกาย จึงควรดื่มน้ำแร่นี้ 500-700 มิลลิลิตร ก่อนออกกำลังกายหรือทำงานที่ต้องเสียเหงื่อ เนื่องจากจะช่วยในการลดภาวะเลือดเป็นกรด 
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Volvic, Fiji, Snowy mountain เป็นต้น
น้ำแร่ซัลเฟต

(Sulfate water)
มีปริมาณ ซัลเฟต > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยเฉพาะในคนที่ท้องผู้กเรื้อรัง เนื่องจาก น้ำแร่ซัลเฟต มีผลแรงดันออสโมติคและ ช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนซีซีเค (CCK) เนื่องจากซัลเฟตมีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Pi water เป็นต้น
น้ำแร่ซัลเฟต-ไบคาร์บอเนต 

(Sulfate-bicarbonate waters)
ใช้รักษาภาวะที่การทำงานของถุงน้ำดีผิดปกติ, นิ่วในถุงน้ำดี, อาการหลังผ่าตัดถุงน้ำดี 
น้ำแร่ซัลเฟอร์, เกลือ-ไอโอดีน, เกลือ-โบรมีน-ไอโอดีน 

(Sulfurous, salt-iodine, salt-bromine-iodine waters)
มักใช้กับอวัยวะภายนอกร่างกาย เช่น การอาบ หรืออาจใช้ สูดพ่นทางทางเดินหายใจบ้าง บรรเทาอาการอักเสบของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง และบรรเทาอาการทางผิวหนังบางชนิด 
น้ำแร่ซัลเฟอร์และไบคาร์บอเนต 

(Sulfurous and bicarbonate waters)
ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน โดยจะลดระดับน้ำตาล อาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย และช่วยลดความต้องการอินซูลิน นอกจากนี้น้ำแร่ไบคาร์บอเนต ยังช่วยลดภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยเบาหวานได้ 
น้ำแร่คลอรีน (น้ำเกลือ) 

(Chlorinated water (salt water))
มีปริมาณคลอไรด์ > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของลำไส้และการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำและอิเล็กโตรไลท์, กระตุ้นการหลั่งน้ำดี, บรรเทาอาการท้องผูก
น้ำแร่แคลเซียม 

(calcium water)
มีปริมาณแคลเซียม > 150 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำแร่ที่มีแคลเซียมในปริมณมากเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความต้องการแคลเซียมในปริมาณมากกว่าคนปกติ เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ สตรีสัยหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุ และจากการวิจัยไม่นานมานี้ พบว่า แคลเซียมอาจช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Evian, Badoit เป็นต้น
น้ำแร่แมกนีเซียม 

(Magnesium water)
มีปริมาณแมกนีเซียม > 50 มิลลิกรัมต่อลิตร การมีแมกนีเซียมในน้ำแร่สูงจะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี เนื่องจากมีผลในการทำให้ Oddi sphincter คลายตัว
น้ำแร่ฟลูออเรด (Fluorate water)
มีปริมาณฟลูออไรด์ > 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
น้ำแร่เหล็ก(Ferrous water)
มีปริมาณเหล็กเฟอรัส > 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยบรรเทาอาการในภาวะโลหิตจากที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก และใช้ในภาวะไฮโปธัยรอยด์ 
น้ำแร่โซเดียม(Sodium water)
ปริมาณ โซเดียม > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร
น้ำแร่เกลือต่ำ(Low-salt water)
ปริมาณ โซเดียม < 20 มิลลิกรัมต่อลิตร
น้ำแร่คาร์บอร์นิค 

(Carbonic waters)
มักใช้ในการอาบ และบรรเทาอาการของหลอดเลือดส่วนปลาย
วิธีดื่มน้ำแร่ ควรทำอย่างไร?
วิธีดื่มน้ำแร่แบ่งได้ 2 วิธี คือ
  1. การดื่มน้ำแร่ปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ (Water loading)คือ การดื่มน้ำปริมาณ 1 ลิตร ภายใน 30 นาที ขณะท้องว่าง ซึ่งการดื่มน้ำแร่วิธีนี้จะใช้กับน้ำแร่ชนิดที่หวังผล เช่น เพื่อขับนิ่วออกจากร่างกาย วิธีนี้ไม่ควรดื่มก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้ต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำในช่วงกลางคืน
  2. การดื่มแบบทยอยในปริมาณไม่สูง (Subdivided doses)คือ การดื่มน้ำแร่ปริมาณ 500 มิลลิลิตร และ ตามด้วยน้ำแร่ 10 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยจิบน้ำครั้งละน้อยขณะอ่อนเพลีย หรือขณะเดิน หรือพร้อมมื้ออาหาร
สำหรับนักกีฬา ควรดื่มน้ำแร่ที่มีปริมาณเกลือแร่น้อยถึงปานกลาง ตลอด 2 ชั่วโมงก่อนการแข่งขัน โดยดื่ม 100-150 มิลลิลิตร ทุก 15-20 นาที และดื่ม 400-500 มิลลิลิตร 15 นาทีสุดท้ายของชั่วโมงที่ 2 หลังการอบอุ่นร่างกาย ระหว่างการแข่งขัน ควรดื่ม 200-250 มิลลิลิตร ทุก 15-20 นาที โดยปริมาณของเหลวที่ดื่มเข้าร่างกายหลังแข่งขันหรือเล่นกีฬานั้น ควรมีปริมาณร้อยละ 150 ของน้ำหนักตัว ซึ่งปริมาณของเหลวที่บริโภคโดยทั่วไป คือ 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ใครไม่ควรดื่มน้ำแร่?
ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ประโยชน์จากน้ำแร่ หากดื่มไปโดยไม่ระวังอาจเป็นผลเสียต่อร่างกายได้ แล้วใครกัน...ที่ไม่ควรดื่มน้ำแร่?
ชนิดของน้ำแร่
ผู้ที่ไม่ควรดื่มน้ำแร่
น้ำแร่
ผู้ที่บวมน้ำ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีการทำงานของหัวใจไม่ดี
น้ำแร่ที่มีปริมาณโซเดียมสูง
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
น้ำแร่เกลือโซเดียมคลอไรด์
(Sodium chloride waters)
ผู้ที่มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารปริมาณมาก แผลในกระเพาะอาหารและความดันโลหิตสูง
น้ำแร่ซัลเฟอร์ (Sulfurous waters)
ผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบทางเดินหายใจที่มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง
น้ำแร่ไบคาร์บอเนต (Bicarbonate waters)
ผู้ป่วยที่มีภาวะ gastric hypochilia
น้ำแร่ซัลเฟต (Sulfate waters)
ผู้ป่วยที่มีโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารและมีแผลในทางเดินอาหาร
Reference
Petraccia L, Liberati G, Masciullo SG, Grassi M, Fraioli A. Water, mineral water and health. Elsevier. 2006; 25:377-85.

มาตรฐานน้ำบาดาลและน้ำแร่เพื่อการบริโภค
มาตรฐานน้ำบาดาลตามประกาศของกรมทรัพยากรธรณี พ.ศ. 2535 และมาตรฐานน้ำแร่ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2534
พรบ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2535
พรบ. น้ำแร่ พ.ศ. 2534
คุณสมบัติทางกายภาพ
รายการ
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสมเกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
สี (Colour)5 (หน่วยปลาตินัม-โคบอลต์)50 (หน่วยปลาตินัม-โคบอลต์)ใสสะอาด
ความขุ่น (Tuurbidity)5 (หน่วยความขุ่น)20 (หน่วยความขุ่น)ไม่มีตะกอน
ความเป็นกรด-ด่าง (pH)7.0 - 8.56.9 - 9.2
คุณสมบัติทางเคมี หน่วย (มิลลิกรัม/ลิตร) (ยกเว้นเขียนกำหนดเป็นอย่างอื่น)
รายการ
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
เหล็ก (Fe)ไม่เกิน 0.51.0-
แมงกานีส (Mn)ไม่เกิน 0.30.52
ทองแดง (Cu)ไม่เกิน 1.01.51
สังกะสี (Zn)ไม่เกิน 5.015.05
ซัลเฟต (SO4)ไม่เกิน 200250
คลอไรด์ (Cl)ไม่เกิน 200600
ฟลูออไรด์ (F)ไม่เกิน 1.01.5
ไนเตรท (NO3)ไม่เกิน 4545
ความกระด้างทั้งหมด
(Total hardness as CACO3)
ไม่เกิน 300500
ความกระด้างถาวร
(Non-carbonate hardness as CACO3)
ไม่เกิน 200250
ปริมาณมวลสารทั้งหมด (Total solids)ไม่เกิน 7501,500
คุณลักษณะที่เป็นพิษ หน่วย (มิลลิกรัม/ลิตร)
รายการ
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
สารหนู (As)ต้องไม่มีเลย0.050.05
ไซยาไนด์ (CN)ต้องไม่มีเลย0.20.01
ตะกั่ว (Pb)ต้องไม่มีเลย0.050.05
ปรอท (Hg)ต้องไม่มีเลย0.0010.001
แคดเมียม (Cd)ต้องไม่มีเลย0.010.01
เซเลเนียม (Se)ต้องไม่มีเลย0.010.01
ลักษณะทางแบคทีเรีย
รายการ
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
Standard plate countไม่เกิน 500 โคโลนีต่อลูกบาศก์เซนติเมตรไม่เกิน 500 โคโลนีต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
Most probable number of coliform organism (MPN)น้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำร้อยลูกบาศก์เซนติเมตรน้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำร้อยลูกบาศก์เซนติเมตร
Escherichia Coliต้องไม่มีเลยต้องไม่มีเลย
หมายเหตุ: มาตรฐานน้ำแร่ กำหนดรายละเอียดเพิ่ม ดังนี้ บอเรตในรูปของกรดบอริค ไม่เกิน 30, สารอินทรีย์ของ
ออกซิเจนไม่เกิน 3, Hexavalent Cr ไม่เกิน 0.05, NO3 ในรูปของไนเตรทอิออนไม่เกิน 45, NO3 ในรูปของไนไตรต์ ไม่เกิน 0.005 และ ซัลไฟด์ในรูปของ H2S ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม/ลิตร, Ra-226 ไม่เกิน 30, ไม่มี polynuclear aromatic hydrocarbon Beta-activity ยกเว้น K-40 และ H-3 ไม่เกิน 1 พิโค-คูรีต่อลิตร, ไม่มีสาร phenolic, ไม่มียาฆ่าวัชพืชและยาฆ่าแมลง, ไม่มี polychlorinated biphenyl, ไม่มี surface active agent, ไม่มี mineral oil, ไม่มีการเติมสารเคมี ยกเว้น ฟลูออไรด์ เติมไดไม่เกิน 1 มิลลิลิตร/กรัม, คาร์บอนไดออกไซด์และโอโซน เติมในน้ำแร่ได้