Protandim

Protandim

วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

12 พฤติกรรมทำง่ายๆ แต่ช่วยให้สุขภาพดีกับ LifeVantage


12 พฤติกรรมทำง่ายๆ แต่ช่วยให้สุขภาพดี
กับ LifeVantage



          ทุกวันนี้ชีวิตเราต้องเจอกับสภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพและโรคภัยมากมาย ทั้งภัยจากมลพิษทางอากาศ และภัยจากอาหารการกิน จนอาจจะรู้สึกว่าโลกนี้เริ่มอยู่ยากขึ้นทุกวัน ดังนั้น หากมีหนทางไหนที่จะช่วยให้เรารักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีขึ้นได้ก็น่าทำไม่น้อยใช่ไหมคะ อย่างวันนี้ Lifevantage Healthy ก็ได้นำ 12 พฤติกรรมทำได้ง่าย ๆ จากเว็บไซต์ prevention & กระปุกดอทคอม มาฝาก เผื่อใครสนใจอยากมีสุขภาพดีขึ้นจะได้ลองทำตามนี้ดู

1. หัวเราะคิกคัก ช่วยเลือดไหลเวียน

          หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส คำกล่าวนี้ได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยของ  The University of Texas at Austin  แล้วว่าเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเขาได้ทำการทดลองให้กลุ่มอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งดูหนังตลกและพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลอดเลือดหัวใจขยายมากกว่าปกติ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นถึง 24% 

          แต่เมื่อกลุ่มอาสมัครเหล่านี้ดูหนังเศร้า และสารคดี จะมีภาวะเส้นเลือดตีบตันเพิ่มขึ้น 18% เป็นผลให้เลือดสูบฉีดได้ไม่สะดวก โดยแพทย์เฉพาะทางได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อเรามีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารนิวโรเคมี (neurochemical) ซึ่งเป็นสารเคมีแห่งความสุขออกมา ทำให้ร่างกายเรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นนั่นเอง รู้อย่างนี้ก็หัวเราะบ่อย ๆ นะร่างกายจะได้สดชื่น




2. แปรงและขัดฟันไล่มะเร็ง

          รู้ไหมว่าการสะสมของคราบแบคทีเรียและคราบพลัคภายในช่องปากของเรา สามารถกลายร่างเป็นมะเร็งสมองและมะเร็งลำคอได้ด้วย โดยการศึกษาของสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง Roswell Park รัฐนิวยอร์ก พบว่า คนที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรังมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสมอง และมะเร็งลำคอเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยไม่จำเป็นว่าผู้ป่วยจะมีประวัติสูบบุหรี่มาก่อนหรือไม่ 

          ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งสมองและลำคอ ก็ควรต้องหมั่นดูและรักษาความสะอาดของช่องปากให้ดี ด้วยการแปรงฟันเป็นประจำ และใช้ไหมขัดฟันช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์และคราบพลัคด้วยก็จะดีมากค่ะ





3. จิบชาสลายเส้นเลือดสมองอุดตัน

          ผลการวิจัยของ UCLA School of Medicine พบว่า ผู้ที่นิยมจิบชาเป็นประจำอย่างต่ำ 3 แก้วต่อวัน จะมีอัตราเสี่ยงเป็นโรคเส้นเลือดสมองอุดตันเพียงแค่ 1 ใน 5 ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่จิบชาน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน เพราะในน้ำชามีสาร EGCG ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง และกรดอะมิโนธีอะนีน ซึ่งจะช่วยขยายหลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดแดงให้สูบฉีดเลือดได้อย่างสะดวก จึงไม่มีความเสี่ยงเป็นเส้นเลือดอุดตัน ห่างไกลจากโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตแบบไร้กังวลกันไปเลย



เขียนโน้ต

4. เขียนระบายความในใจ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

          อาจจะดูเป็นวิธีการระบายความในใจที่ล้าสมัย แต่เชื่อไหมว่าการนั่งเพ้อเขียนโน้ตถึงความรู้สึกดี ๆ ที่มีในแต่ละวัน จะสามารถทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ง่าย ๆ ยืนยันด้วยผลการศึกษาของ Kent State University ที่พบว่า คนที่เขียนโน้ตหรือไดอารีถึงความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การทำงานของปอด และตับให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติดี 

          นอกจากนี้ ยังช่วยลดระดับความดันเลือดในเป็นปกติอีกด้วย เพราะการเขียนหนังสือระบายความในใจ จะช่วยให้สมองได้รำลึกถึงช่วงเวลาของความสุข จึงทำให้ร่างกายมีความสุขไปด้วยนั่นเอง แต่สงวนสิทธิ์เฉพาะการจับปากกาเขียนลงบนกระดาษเท่านั้นนะคะ การระบายความสุขด้วยการแชท หรือโพสต์ข้อความทางโซเซียลเน็ตเวิร์กไม่นับ เพราะวิธีเหล่านี้ใช้เวลานิดเดียว ไม่พอให้สมองได้หวนรำลึกถึงความสุขได้มากเท่าการเขียนลงบนกระดาษนะจ๊ะ





5. ลุกไปเปลี่ยนช่องทีวี ลดอัตราเสี่ยงอ้วนลงพุง
          การศึกษาของชาวออสเตรเลียพบว่า ผู้ที่ขยับร่างกายเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งรีโมท จะมีขนาดรอบเอวที่น้อยกว่าผู้ที่ใช้รีโมทเปลี่ยนช่องทีวีถึง 16% เพราะการขยับลุกเดินอยู่เรื่อย ๆ จะช่วยให้ร่างกายได้ออกกำลังเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และระดับกลูโคสในเลือดให้ลดลง ช่วยลดอัตราเสี่ยงเป็นโรคอ้วนลงพุงได้อย่างสบาย นอกจากนี้ในระหว่างวัน ควรหมั่นหาโอกาสลุกเดินบ่อย ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ออกกำลัง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเดินคุยโทรศัพท์ หรือลุกเดินออกจากโต๊ะไปพักสายตาก็ได้




6. จดโน้ตเพิ่มความจำ

          สถาบันวิจัยทางกายภาพแนะนำว่า เราควรจะจดโน้ตการประชุม หรือการสอนของอาจารย์ลงในสมุดแทนที่จะใช้วิธีการอัดเสียง หรือเพียงแค่นั่งฟังเฉย ๆ เพราะการจดสิ่งที่ได้ยินลงไปในกระดาษ จะช่วยให้สมองจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น เนื่องจากเวลาที่ต้องเขียนอะไรลงไปในกระดาษ เราจะมีสมาธิและตั้งใจฟังข้อมูลที่จะจดได้ดีขึ้นนั่นเอง





7. ถามย้ำผลการตรวจรักษา ป้องกันตรวจพลาด

          อย่าชะล่าใจหากคุณไปตรวจสุขภาพกับคุณหมอแต่กลับไม่พบว่าเกิดความผิดปกติใด ๆ กับร่างกาย เพราะในความเป็นจริง การตรวจรักษามีโอกาสพลาดได้ถึง 1 ใน 14 และอาการของโรคบางอย่างก็ปรากฏช้า เมื่อพบว่าเป็นโรคอีกทีก็เมื่อสายไปแล้ว ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าร่างกายตัวเองไม่ค่อยปกติ และสงสัยว่าอาจจะเจ็บป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง ให้ถามผลการตรวจรักษาย้ำกับแพทย์โดยตรงอีกครั้ง และหากเป็นไปได้ควรจะกลับมาตรวจใหม่ด้วยก็จะดีมาก



จับมือคนรัก

8. บีบมือคนรักขจัดความเครียด

          การได้กอดใครแน่น ๆ หรือจับมือคนที่รักเราสามารถช่วยลดความเครียดที่มีอยู่ไปได้มากโข ยืนยันด้วยผลการศึกษาของ American Psychosomatic Society ที่ได้ทดลองให้คู่รักจำนวนหนึ่งระบายความเครียดด้วยการเล่าให้อาสาสมัครฟัง กลุ่มหนึ่งเล่าไปจับมือคนรักไป อีกกลุ่มเล่าโดยไม่ได้จับมือคนรัก และจากการศึกษาก็พบว่า กลุ่มที่ระบายความเครียดโดยไม่ได้สัมผัสกับคนรัก ยังคงมีระดับความดันเลือดสูงอยู่ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่จับมือคนรักไปด้วย 

          นั่นก็หมายความว่า การได้สัมผัสกับคนรัก สามารถช่วยลดระดับความดันเลือด และลดความเครียดได้ เพราะการได้แชร์ความรู้สึกกับคนที่เราไว้ใจ จะช่วยให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยว และรู้สึกว่ามีหลักพึ่งพิงที่ดี จึงทำให้ลดความกังวลลงไปได้มาก




9. ฝึกโยคะรักษาอาการปวดหลังเรื้อรัง

          West Virginia University เขาได้ทำการศึกษากับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง ให้ฝึกเล่นโยคะเป็นเวลา 90 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้งติดต่อกันนาน 6 เดือน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งได้ทำการรักษาบำบัดด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว และพบว่า กลุ่มคนผู้ป่วยที่เล่นโยคะ มีอาการปวดหลังน้อยลงกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่บำบัดด้วยวิธีอื่นโดยเฉลี่ยถึง 60% และจะค่อย ๆ บรรเทาอาการปวดหลังลงไปอีกมาก เมื่อฝึกเล่นโยคะต่อไปเรื่อย ๆ อีก 6 เดือนต่อมา ดังนั้นใครที่มีปัญหาสุขภาพหลัง จะลองเล่นโยคะดูบ้างก็ดีไม่น้อยเลยนะคะ


ปลาแซลมอน

10. กินปลาย่างมื้อเย็นเลี่ยงความจำเสื่อม

          ใคร ๆ ก็รู้ว่าเนื้อปลามีประโยชน์ต่อร่างกายและสมองของเราเป็นอย่างมาก เพราะมีสารอาหารที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ เช่น โอเมก้า 3 โปรตีน และแร่ธาตุที่สำคัญต่อสุขภาพของเราหลากหลายชนิด ที่จะช่วยบำรุงเส้นเลือดในสมอง และลดอาการอักเสบของหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม 

          อีกทั้งผลการวิจัยของสถาบันสุขภาพยังเผยด้วยว่า คนที่รับประทานปลาย่างเป็นประจำ หรือรับประทานมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเพียงแค่ 1 ใน 5 เท่านั้น ซึ่งถือเป็นอัตราเสี่ยงที่น้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่นิยมรับประทานปลา ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยหากเราจะเพิ่มเมนูปลาย่างเข้าไปในมื่อเย็นด้วย จะเลือกกินปลาแซลมอน ปลาทูน่า หรือปลาแมคเคอแรลก็ได้ค่ะ



ดื่มนม

 11. ดื่มนมในตอนเช้า ช่วยลดน้ำหนัก

          ผลการศึกษาของ American Journal of Clinical Nutrition พบว่า ผู้หญิงที่ดื่มนม 1 แก้ว ร่วมกับอาหารอื่น ๆ ในมื้อเช้า จะช่วยลดพลังงานแคลอรี่ในมื้อกลางวันได้โดยเฉลี่ย 50 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่า นมจะช่วยให้เรารู้สึกอิ่ม และช่วยลดอาการอยากอาหารอื่น ๆ ทำให้เรารับประทานอาหารในมื้อถัดไปได้น้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักลดลงประมาณ 2 กิโลกรัมด้วยล่ะจ้า




12. ดื่มแอลกอฮอล์บำรุงเลือดและหัวใจ

          ข้อนี้น่าจะถูกใจนักดื่มตัวยง เพราะผลการวิจัยจากประเทศฮอลแลนด์ออกมายืนยันแล้วว่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 1 แก้วต่อวัน โดยเฉพาะการดื่มไวน์แดง จะทำให้ร่างกายผลิตสาร tPA (tissue plasminogen activator) ซึ่งเป็นสารสลายลิ่มเลือดอุดตัน และช่วยให้ร่างกายผลิตแคลอรี่ชนิดดี ส่งผลดีต่อหัวใจ และลดความดันโลหิตได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดื่มในปริมาณที่จำกัด คือไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน หากมากกว่านั้นก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างที่เรารู้กันดีอยู่นะจ๊ะ

          
จะดีแค่ไหน ถ้าวันนี้ มีอาหารเสริม ที่ สามารถ สั่งการ DNA ธรรมดา ให้กลายเป็น DNA ที่สามารถต่อสู้ เซลล์ ร้าย ได้ใน อัตราส่วน 1:1,000,000 ต่อวินาที



อีกหนึ่งทางเลือกกับ Protandim ทำให้คุณสุขภาพดี




                          Protandim กระตุ้น ความสามารถตามธรรมชาติของร่างกายในการลดอาการที่เกี่ยวข้องกับ Oxidative Stress (สภาวะการเกิดอนุมูลอิสระจากความเครียด) และกระตุ้นให้Nrf2 สื่อสารกับDNS ของคุณ เพื่อส่งสัญญาณ เตือน ทางเคมี ชีวภาพ ไปถึงยีน และเปิดการทำงาน ของเครือข่ายเอ็นไซม์ สารต้านอนุมูลอิสระ และยีน ที่ทำหน้าที่ ปกป้อง อันทรงพลังทางร่างกาย

                          Oxidative Stress คือ สภาวะอนุมูลอิสระที่เกิดจากกระบวนการในใช้ชีวิต เช่น การกิน การนอน การหายใจ การออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย สำหรับมนุษย์

                           Nrf 2 ทำหน้าที่ เป็นตัวควบคุมหลักของการกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกาย เมื่อเซลล์ เกิดความตึงเครียดถึงในระดับหนึ่ง Nrf 2 ก็จะเริ่ม การทำงาน ของระบบกลไก การป้องกันภายในร่างกายของเรา
          - เอาชนะสัญญาณ ความเสื่อม ของสุขภาพ 70 ประการ 
          - เหนือกว่าสเต็มเซลล์ คลอลาเจน และ สารต้านอนุมูลอิสระทุกชนิด
          - เพิ่มการสร้าง กลูต้าไธโอในร่างกาย สูงสุด ถึง 300%
          - เพิ่มการสร้างเอนไซม์คาดตาเล สูงสุด ถึง 54%
          - เพิ่มการสร้างเอนไซม์เอสโอดีน สูงสุด ถึง 34%
          - เพียง 1 เม็ด เทียบเท่า กับ วิตามิน C 150 เม็ด

                             สถาบันวิจัยกว่า 27 แห่ง ยืนยัน ผลลัพธ์ ของ Protandim ว่าชวยลด สภาวะการเกิด อนุมูลอิสระจากความเครียดในร่างกาย ของมนุษย์ได้ 40% ภายใน 30 วัน