Protandim

Protandim

วันเสาร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

น้ำแร่กับน้ำเปล่าต่างกันตรงไหน

น้ำแร่กับน้ำเปล่าต่างกันตรงไหน



https://www.youtube.com/watch?v=tOKIqR9A5Ug


เขาว่ากันว่าถ้าอยากมีสุขภาพดีให้ดื่มน้ำแร่ ฟังต่อกันมาเลยอดสงสัยไม่ได้ว่า น้ำแร่กับน้ำเปล่าปกติที่เราดื่มทุกวัน จริง ๆ แล้วมีอะไรไม่เหมือนกันหรือ 

          เวลาเปิดตู้แช่จะซื้อน้ำเปล่าสักขวด เราจะเห็นราคาของน้ำแร่ที่วางขายอยู่แพงกว่าน้ำเปล่าธรรมดา ๆ อยู่หลายบาท ด้วยคำโฆษณาที่ทำให้คนเข้าใจกันว่า น้ำแร่ เป็นน้ำที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำเปล่าทั่ว ๆ ไป แถมเวลาดื่มก็มักรู้สึกว่ารสชาติของน้ำแร่ต่างจากน้ำเปล่าด้วย แต่ความจริงเป็นเช่นไร น้ำแร่กับน้ำธรรมดาต่างกันตรงไหน จำเป็นต้องดื่มไหม สงสัยต้องไปหาคำตอบกับกระปุกดอทคอมกันดู 

น้ำแร่คืออะไรกันแน่ 

          น้ำแร่ก็คือน้ำบาดาลที่มาจากแหล่งธรรมชาติ อย่างน้ำพุธรรมชาติ น้ำพุร้อน ซึ่งที่มีแร่ธาตุละลายอยู่ในน้ำแล้ว ไม่ใช่การนำแร่ธาตุมาเติมในน้ำเอง โดยหลัก ๆ จะมีแร่ธาตุอยู่ 5 ชนิด คือ แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และกำมะถัน แต่จะมีแร่ชนิดไหนมากกว่าก็ขึ้นอยู่กับแหล่งของน้ำที่นำมา และรสชาติที่แตกต่างกันก็ขึ้นอยู่กับว่าน้ำนั้นมีแร่ธาตุอะไรมากกว่าเช่นกัน ถ้ามีรสเค็มก็เป็นเพราะมีโซเดียมมากกว่าแร่ธาตุอื่น ๆ 







https://www.youtube.com/watch?v=c9u3PYnR5dM


ความจริงของน้ำแร่

รู้ไหม น้ำแร่ก็แบ่งได้เป็นหลายชนิด 

          น้ำแร่แบ่งออกได้เป็นหลายชนิดตามผลที่มีต่อร่างกายและฤทธิ์ในการบำบัดโรค คือ 

น้ำแร่ไบคาร์บอเนต 

          มีปริมาณไบคาร์บอเนตมากกว่า 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนของอาหารจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็กให้เร็วขึ้น, กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนในกระเพาะอาหาร, ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำและเกลือแร่ให้แก่ร่างกาย ดังนั้นใครที่กำลังจะไปออกกำลังกาย หรือไปทำงานที่ต้องเสียเหงื่อ สามารถดื่มน้ำแร่นี้ได้ 500-700 มิลลิลิตร จะช่วยลดภาวะเลือดเป็นกรด 

น้ำแร่ซัลเฟต 

          มีปริมาณ ซัลเฟตมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยเฉพาะในคนที่ท้องผู้กเรื้อรัง 

น้ำแร่ซัลเฟต-ไบคาร์บอเนต 

          ใช้รักษาภาวะที่การทำงานของถุงน้ำดีผิดปกติ, นิ่วในถุงน้ำดี, อาการหลังผ่าตัดถุงน้ำดี 

น้ำแร่ซัลเฟอร์, เกลือ-ไอโอดีน, เกลือ-โบรมีน-ไอโอดีน 

          ไม่นิยมดื่ม มักใช้กับอวัยวะภายนอกร่างกาย ใช้อาบ หรือสูดพ่นทางเดินหายใจ มีฤทธิ์บรรเทาอาการอักเสบของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง และบรรเทาอาการทางผิวหนังบางชนิด 

น้ำแร่ซัลเฟอร์และไบคาร์บอเนต 

          ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน โดยจะลดระดับน้ำตาล อาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย และช่วยลดความต้องการอินซูลิน นอกจากนี้น้ำแร่ไบคาร์บอเนต ยังช่วยลดภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยเบาหวานได้ 

น้ำแร่คลอรีน (น้ำเกลือ) 

          มีปริมาณคลอไรด์มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำและอิเล็กโตรไลท์, กระตุ้นการหลั่งน้ำดี, บรรเทาอาการท้องผูก 

น้ำแร่แคลเซียม 

          มีปริมาณแคลเซียมมากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อลิตร เหมาะกับผู้ที่ต้องการแคลเซียมในปริมาณมากกว่าคนปกติ เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ สตรีวัยหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุ 

น้ำแร่แมกนีเซียม 

          มีปริมาณแมกนีเซียมมากกว่า 50 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี 

          นอกจากนี้ยังมี น้ำแร่ฟลูออเรด, น้ำแร่เหล็ก, น้ำแร่โซเดียม, น้ำแร่เกลือต่ำ และน้ำแร่คาร์บอร์นิก

ความจริงของน้ำแร่

น้ำแร่ VS น้ำเปล่า ความเหมือนที่แตกต่าง 

          ต้องบอกว่า "น้ำเปล่า" กับ "น้ำแร่" ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย เพราะน้ำเปล่าก็มีแร่ธาตุอยู่เหมือนกันค่ะ แต่มีในปริมาณน้อยกว่าน้ำแร่แค่นั้นเอง นี่คือความแตกต่าง 

เราจำเป็นต้องดื่มน้ำแร่ไหม ? 

          ด้วยความที่น้ำแร่มีปริมาณแร่ธาตุมากกว่าน้ำเปล่าธรรมดา ๆ ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ถ้าอย่างนั้นดื่มน้ำแร่ก็น่าจะดีกับสุขภาพมากกว่าดื่มน้ำเปลาธรรมดาแน่ ๆ เลย เพราะจะได้รับแร่ธาตุมากกว่า 

          แต่ความจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำแร่ก็ได้ หากเราไม่ได้เจ็บป่วยหรือร่างกายขาดแร่ธาตุตัวใด เพราะร่างกายของเราได้รับแร่ธาตุวิตามินมาจากอาหารที่เราทานทุกวันอยู่แล้ว 

ความจริงของน้ำแร่


https://www.youtube.com/watch?v=sZnPYCDLruY


ใครบ้าง ? ต้องระวังเมื่อจะดื่มน้ำแร่ 

          ไม่ใช่ว่าทุกคนจะดื่มน้ำแร่ได้ เพราะยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่ต้องระวังให้มาก ทางที่ดีหลีกเลี่ยงไปเลยดีกว่า เพื่อไม่ให้ได้รับแร่ธาตุบางอย่างมากเกินไป จนอาจเป็นอันตรายกับร่างกายได้ คือ 

          - คนที่มีความดันโลหิตสูง เพราะในน้ำแร่มีธาตุโซเดียมมาก จะทำให้ความดันโลหิตยิ่งสูงขึ้น 
          - หญิงตั้งครรภ์ เพราะทำให้แร่ธาตุโลหะหนักไปสะสมในตัวทารกได้ 
          - ผู้ที่มีปัญหาเรื่องไต หรือทางเดินปัสสาวะไม่ดี เพราะน้ำแร่อาจไปตกตะกอน ทำให้เกิดตะกรันนิ่วอุดท่อปัสสาวะ 
          - ผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะในน้ำแร่มีโพแทสเซียมสูง อาจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ 
          - เด็กเล็ก หากดื่มน้ำแร่มากเกินไป จะทำให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุบางชนิดเกินปริมาณที่เหมาะสม และอาจมีปัญหาสุขภาพตามมา 
          - ผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารปริมาณมาก 
          - ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจที่มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง 

รู้ไว้...ก่อนซื้อน้ำแร่มาดื่ม 

          แม้ว่าเราจะไม่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่ต้องระวังเมื่อจะดื่มน้ำแร่ แต่ก่อนซื้อน้ำแร่ก็ต้องหยิบขวดขึ้นมาพลิกฉลากข้างขวดอ่านดูเสียหน่อยว่า น้ำแร่ขวดนั้นมีแร่ธาตุอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง แร่ธาตุเหล่านั้นเกินค่ามาตรฐานหรือไม่ เพราะถ้าเกินมาตรฐาน อาจทำให้ร่างกายมีแร่ธาตุนั้น ๆ ตกค้างอยู่มากเกินไปและเป็นอันตรายได้ ดังนั้นเราต้องจำค่ามาตรฐานของแร่ธาตุที่ร่างกายควรได้รับไว้บ้างค่ะ 

          - ธาตุเหล็ก ไม่ควรเกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - แมงกานีส ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - ทองแดง ไม่ควรเกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - สังกะสี ไม่ควรเกิน 5.0 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - ซัลเฟต ไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - ฟลูออไรด์ ไม่ควรเกิน 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - ไนเตรท ไม่ควรเกิน 45 มิลลิกรัมต่อลิตร 
          - คลอไรด์ ไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร 

  
        สรุปได้ว่า น้ำแร่ก็คือน้ำที่มีแร่ธาตุมากกว่าน้ำเปล่าธรรมดาที่เราดื่มกันทุกวัน เราจะดื่มน้ำแร่หรือไม่ดื่มก็ได้ เพราะร่างกายของเราก็ได้รับแร่ธาตุจากการทานอาหารปกติอยู่แล้วค่ะ แต่ถ้าใครจะดื่มน้ำแร่ก็ไม่ว่ากัน เพียงแต่ต้องระวังว่าอย่าดื่มทุกวัน และอย่าดื่มมากเกินไป เพราะแร่ธาตุอาจไปสะสมในร่างกายจนเสียสมดุลได้ แบบนี้แทนที่จะไปบำรุงสุขภาพกลับไปกระตุ้นให้เกิดโรคแทน 



อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมจาก 
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
กรมทรัพยากรธรณี 


ในปัจจุบันนี้มีความสนใจในเรื่องน้ำแร่ชนิดต่างๆที่มีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะ “น้ำแร่พลังแม่เหล็ก” แต่เนื่องจากข้อมูลจากการศึกษาเท่าที่รวบรวมได้ยังมีน้อยและไม่ชัดเจน จึงขอกล่าวถึงน้ำแร่ที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งอาจมีหลายยี่ห้อหลายรูปแบบ แต่ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อมาบริโภคนั้น อยากให้ได้รับข้อมูลที่น่าจะมีประโยชน์ต่อการเลือกบริโภคน้ำแร่ โดยจะนำเสนอประเภทของน้ำแร่ที่แยกตามผลที่มีต่อร่างกายและฤทธิ์ในการบำบัดโรคเป็นเกณฑ์ในการจัดประเภทน้ำแร่

ชนิดของน้ำแร่
น้ำแร่ไบคาร์บอเนต 

(Bicarbonate water)
มีปริมาณไบคาร์บอเนต> 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยปรับให้สารคัดหลั่งที่มีฤทธิ์เป็นกรดกลายเป็นกลาง, กระตุ้นการเคลื่อนของอาหารจากกระเพาะไปยังลำไส้เล็กให้เร็วขึ้น, กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนในกระเพาะอาหาร, ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำและเหลือแร่ให้แก่ร่างกาย จึงควรดื่มน้ำแร่นี้ 500-700 มิลลิลิตร ก่อนออกกำลังกายหรือทำงานที่ต้องเสียเหงื่อ เนื่องจากจะช่วยในการลดภาวะเลือดเป็นกรด 
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Volvic, Fiji, Snowy mountain เป็นต้น
น้ำแร่ซัลเฟต

(Sulfate water)
มีปริมาณ ซัลเฟต > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยเฉพาะในคนที่ท้องผู้กเรื้อรัง เนื่องจาก น้ำแร่ซัลเฟต มีผลแรงดันออสโมติคและ ช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนซีซีเค (CCK) เนื่องจากซัลเฟตมีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Pi water เป็นต้น
น้ำแร่ซัลเฟต-ไบคาร์บอเนต 

(Sulfate-bicarbonate waters)
ใช้รักษาภาวะที่การทำงานของถุงน้ำดีผิดปกติ, นิ่วในถุงน้ำดี, อาการหลังผ่าตัดถุงน้ำดี 
น้ำแร่ซัลเฟอร์, เกลือ-ไอโอดีน, เกลือ-โบรมีน-ไอโอดีน 

(Sulfurous, salt-iodine, salt-bromine-iodine waters)
มักใช้กับอวัยวะภายนอกร่างกาย เช่น การอาบ หรืออาจใช้ สูดพ่นทางทางเดินหายใจบ้าง บรรเทาอาการอักเสบของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง และบรรเทาอาการทางผิวหนังบางชนิด 
น้ำแร่ซัลเฟอร์และไบคาร์บอเนต 

(Sulfurous and bicarbonate waters)
ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน โดยจะลดระดับน้ำตาล อาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย และช่วยลดความต้องการอินซูลิน นอกจากนี้น้ำแร่ไบคาร์บอเนต ยังช่วยลดภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยเบาหวานได้ 
น้ำแร่คลอรีน (น้ำเกลือ) 

(Chlorinated water (salt water))
มีปริมาณคลอไรด์ > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของลำไส้และการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำและอิเล็กโตรไลท์, กระตุ้นการหลั่งน้ำดี, บรรเทาอาการท้องผูก
น้ำแร่แคลเซียม 

(calcium water)
มีปริมาณแคลเซียม > 150 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำแร่ที่มีแคลเซียมในปริมณมากเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความต้องการแคลเซียมในปริมาณมากกว่าคนปกติ เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ สตรีสัยหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุ และจากการวิจัยไม่นานมานี้ พบว่า แคลเซียมอาจช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Evian, Badoit เป็นต้น
น้ำแร่แมกนีเซียม 

(Magnesium water)
มีปริมาณแมกนีเซียม > 50 มิลลิกรัมต่อลิตร การมีแมกนีเซียมในน้ำแร่สูงจะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี เนื่องจากมีผลในการทำให้ Oddi sphincter คลายตัว
น้ำแร่ฟลูออเรด (Fluorate water)
มีปริมาณฟลูออไรด์ > 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
น้ำแร่เหล็ก(Ferrous water)
มีปริมาณเหล็กเฟอรัส > 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยบรรเทาอาการในภาวะโลหิตจากที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก และใช้ในภาวะไฮโปธัยรอยด์ 
น้ำแร่โซเดียม(Sodium water)
ปริมาณ โซเดียม > 200 มิลลิกรัมต่อลิตร
น้ำแร่เกลือต่ำ(Low-salt water)
ปริมาณ โซเดียม < 20 มิลลิกรัมต่อลิตร
น้ำแร่คาร์บอร์นิค 

(Carbonic waters)
มักใช้ในการอาบ และบรรเทาอาการของหลอดเลือดส่วนปลาย
วิธีดื่มน้ำแร่ ควรทำอย่างไร?
วิธีดื่มน้ำแร่แบ่งได้ 2 วิธี คือ
  1. การดื่มน้ำแร่ปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ (Water loading)คือ การดื่มน้ำปริมาณ 1 ลิตร ภายใน 30 นาที ขณะท้องว่าง ซึ่งการดื่มน้ำแร่วิธีนี้จะใช้กับน้ำแร่ชนิดที่หวังผล เช่น เพื่อขับนิ่วออกจากร่างกาย วิธีนี้ไม่ควรดื่มก่อนนอน เนื่องจากจะทำให้ต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำในช่วงกลางคืน
  2. การดื่มแบบทยอยในปริมาณไม่สูง (Subdivided doses)คือ การดื่มน้ำแร่ปริมาณ 500 มิลลิลิตร และ ตามด้วยน้ำแร่ 10 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยจิบน้ำครั้งละน้อยขณะอ่อนเพลีย หรือขณะเดิน หรือพร้อมมื้ออาหาร
สำหรับนักกีฬา ควรดื่มน้ำแร่ที่มีปริมาณเกลือแร่น้อยถึงปานกลาง ตลอด 2 ชั่วโมงก่อนการแข่งขัน โดยดื่ม 100-150 มิลลิลิตร ทุก 15-20 นาที และดื่ม 400-500 มิลลิลิตร 15 นาทีสุดท้ายของชั่วโมงที่ 2 หลังการอบอุ่นร่างกาย ระหว่างการแข่งขัน ควรดื่ม 200-250 มิลลิลิตร ทุก 15-20 นาที โดยปริมาณของเหลวที่ดื่มเข้าร่างกายหลังแข่งขันหรือเล่นกีฬานั้น ควรมีปริมาณร้อยละ 150 ของน้ำหนักตัว ซึ่งปริมาณของเหลวที่บริโภคโดยทั่วไป คือ 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ใครไม่ควรดื่มน้ำแร่?
ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ประโยชน์จากน้ำแร่ หากดื่มไปโดยไม่ระวังอาจเป็นผลเสียต่อร่างกายได้ แล้วใครกัน...ที่ไม่ควรดื่มน้ำแร่?
ชนิดของน้ำแร่
ผู้ที่ไม่ควรดื่มน้ำแร่
น้ำแร่
ผู้ที่บวมน้ำ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีการทำงานของหัวใจไม่ดี
น้ำแร่ที่มีปริมาณโซเดียมสูง
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
น้ำแร่เกลือโซเดียมคลอไรด์
(Sodium chloride waters)
ผู้ที่มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารปริมาณมาก แผลในกระเพาะอาหารและความดันโลหิตสูง
น้ำแร่ซัลเฟอร์ (Sulfurous waters)
ผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบทางเดินหายใจที่มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง
น้ำแร่ไบคาร์บอเนต (Bicarbonate waters)
ผู้ป่วยที่มีภาวะ gastric hypochilia
น้ำแร่ซัลเฟต (Sulfate waters)
ผู้ป่วยที่มีโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารและมีแผลในทางเดินอาหาร
Reference
Petraccia L, Liberati G, Masciullo SG, Grassi M, Fraioli A. Water, mineral water and health. Elsevier. 2006; 25:377-85.

มาตรฐานน้ำบาดาลและน้ำแร่เพื่อการบริโภค
มาตรฐานน้ำบาดาลตามประกาศของกรมทรัพยากรธรณี พ.ศ. 2535 และมาตรฐานน้ำแร่ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2534
พรบ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2535
พรบ. น้ำแร่ พ.ศ. 2534
คุณสมบัติทางกายภาพ
รายการ
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสมเกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
สี (Colour)5 (หน่วยปลาตินัม-โคบอลต์)50 (หน่วยปลาตินัม-โคบอลต์)ใสสะอาด
ความขุ่น (Tuurbidity)5 (หน่วยความขุ่น)20 (หน่วยความขุ่น)ไม่มีตะกอน
ความเป็นกรด-ด่าง (pH)7.0 - 8.56.9 - 9.2
คุณสมบัติทางเคมี หน่วย (มิลลิกรัม/ลิตร) (ยกเว้นเขียนกำหนดเป็นอย่างอื่น)
รายการ
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
เหล็ก (Fe)ไม่เกิน 0.51.0-
แมงกานีส (Mn)ไม่เกิน 0.30.52
ทองแดง (Cu)ไม่เกิน 1.01.51
สังกะสี (Zn)ไม่เกิน 5.015.05
ซัลเฟต (SO4)ไม่เกิน 200250
คลอไรด์ (Cl)ไม่เกิน 200600
ฟลูออไรด์ (F)ไม่เกิน 1.01.5
ไนเตรท (NO3)ไม่เกิน 4545
ความกระด้างทั้งหมด
(Total hardness as CACO3)
ไม่เกิน 300500
ความกระด้างถาวร
(Non-carbonate hardness as CACO3)
ไม่เกิน 200250
ปริมาณมวลสารทั้งหมด (Total solids)ไม่เกิน 7501,500
คุณลักษณะที่เป็นพิษ หน่วย (มิลลิกรัม/ลิตร)
รายการ
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
สารหนู (As)ต้องไม่มีเลย0.050.05
ไซยาไนด์ (CN)ต้องไม่มีเลย0.20.01
ตะกั่ว (Pb)ต้องไม่มีเลย0.050.05
ปรอท (Hg)ต้องไม่มีเลย0.0010.001
แคดเมียม (Cd)ต้องไม่มีเลย0.010.01
เซเลเนียม (Se)ต้องไม่มีเลย0.010.01
ลักษณะทางแบคทีเรีย
รายการ
เกณฑ์กำหนดที่เหมาะสม
เกณฑ์อนุโลมสูงสุด
Standard plate countไม่เกิน 500 โคโลนีต่อลูกบาศก์เซนติเมตรไม่เกิน 500 โคโลนีต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
Most probable number of coliform organism (MPN)น้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำร้อยลูกบาศก์เซนติเมตรน้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำร้อยลูกบาศก์เซนติเมตร
Escherichia Coliต้องไม่มีเลยต้องไม่มีเลย
หมายเหตุ: มาตรฐานน้ำแร่ กำหนดรายละเอียดเพิ่ม ดังนี้ บอเรตในรูปของกรดบอริค ไม่เกิน 30, สารอินทรีย์ของ
ออกซิเจนไม่เกิน 3, Hexavalent Cr ไม่เกิน 0.05, NO3 ในรูปของไนเตรทอิออนไม่เกิน 45, NO3 ในรูปของไนไตรต์ ไม่เกิน 0.005 และ ซัลไฟด์ในรูปของ H2S ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม/ลิตร, Ra-226 ไม่เกิน 30, ไม่มี polynuclear aromatic hydrocarbon Beta-activity ยกเว้น K-40 และ H-3 ไม่เกิน 1 พิโค-คูรีต่อลิตร, ไม่มีสาร phenolic, ไม่มียาฆ่าวัชพืชและยาฆ่าแมลง, ไม่มี polychlorinated biphenyl, ไม่มี surface active agent, ไม่มี mineral oil, ไม่มีการเติมสารเคมี ยกเว้น ฟลูออไรด์ เติมไดไม่เกิน 1 มิลลิลิตร/กรัม, คาร์บอนไดออกไซด์และโอโซน เติมในน้ำแร่ได้